Theppitak's blog

My personal blog.

22 พฤษภาคม 2562

Esaan Tones

จาก blog เก่าเรื่อง ไตรยางศ์อยุธยา เมื่อ 7 ปีก่อน ผมทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนถึงไตรยางศ์อีสานต่อ จนแล้วจนรอดก็หาเวลาเขียนไม่ได้ จนกระทั่งได้ไปร่วม Thailand ICT Camp ที่ชะอำ ซึ่งมีกิจกรรม BarCamp ในวันสุดท้าย ผมไม่เคยร่วม BarCamp มาก่อน แต่ก็ลองเสนอหัวข้อ ไตรยางศ์ไทย-อีสาน ดู พอได้นำเสนอจึงถือโอกาสนำมาเขียนบันทึกต่อเสียเลย

ก่อนอื่นเพื่อเป็นการปูพื้นสำหรับท่านที่ตามมาอ่านจาก BarCamp และไม่เคยอ่าน blog ของผมมาก่อน ผมมีข้อสังเกตถึงความลักลั่นของการสะกดคำของภาษาอีสานอันเนื่องมาจากการขาดหลักไตรยางศ์ที่แน่นอน ทำให้บางคำเขียนรูปวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทยกลางแล้วผันเอา ซึ่งมักเป็นคำที่ใช้ร่วมกับไทยกลาง เช่น เขียน หม้อ แล้วผันเป็น [หม่อ] แต่พอเป็นคำที่เป็นคำเฉพาะถิ่น เช่น หม้ำ (ไส้กรอกตับ) ซึ่งออกเสียงว่า [หม่ำ] กลับเขียนแบบแปลงสำเนียงให้คนบางกอกเสร็จสรรพ โดยเขียนเป็น หม่ำ

ปัญหาของการเขียนลักลั่นแบบนี้คือ หลักการอ่านจะไม่แน่นอน เอาหม่ำไปใส่หม้อ ควรอ่านเป็น [เอ่า-มัม^-ไป่-ใซ^-หม่อ] ตามกฎการผันเสียง หรือควรอ่านเป็น [เอ่า-หม่ำ-ไป่-ใซ^-หม่อ] โดยอาศัยความรู้ทางศัพท์แก้เสียงวรรณยุกต์ในระหว่างอ่าน? และเมื่อเด็กอีสานไปเรียนคำใหม่จากหนังสือ เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคำที่เขียนนั้นตั้งใจให้อ่านแบบไทยกลางหรือไทยอีสาน? เช่นคำว่า หล่า ถ้าอ่านแบบไทยกลางเป็น [หล่า] จะหมายถึงคนสุดท้อง แต่ถ้าอ่านแบบไทยอีสานเป็น [ลา^] จะหมายถึงอาการหน้าเจื่อน แล้วเราก็จะกลับไปสู่ยุค หนังสือหนังหา สมัยที่ยังเขียน หนังสือ แบบไม่ใส่วรรณยุกต์ แล้วให้คนอ่านอ่าน หนังหา คือหาเสียงวรรณยุกต์ที่ถูกต้องมาใส่เอาเอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะใส่วรรณยุกต์ไปทำไมกัน?

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการสะกดคำ กรุณาอ่านจาก blog Esaan Language Tidbits

สิ่งที่ควรจะเป็นคือเขียนภาษาเขียนเหมือนไทยกลาง แต่ใช้หลักไตรยางศ์เฉพาะของอีสานในการผันเสียง โดยเขียน หม้ำ แล้วผันเสียงเป็น [หม่ำ] เหมือนที่ผัน หม้อ เป็น [หม่อ] เพื่อที่จะใช้หลักการเดียวในการอ่านข้อความ เอาหม้ำไปใส่หม้อ ตลอดข้อความโดยไม่ต้องมีข้อยกเว้น

ไตรยางศ์ขอนแก่น

หลักไตรยางศ์ที่ว่านั้น ไทยแต่ละถิ่นก็จะมีหลักของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นล้านนา สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช บางกอก ขอนแก่น อุบลฯ เลย ฯลฯ ซึ่งจะทำให้อ่านข้อความเดียวกันที่เขียนด้วยอักษรไทยออกไปได้ตามสำเนียงของถิ่นตน โดยในที่นี้ผมขอพูดถึงสำเนียงขอนแก่นที่เป็นสำเนียงบ้านผมเท่านั้น

สำเนียงขอนแก่น มีวรรณยุกต์ทั้งหมด 5 เสียง

  1. เสียงเอก ตรงกับเสียงเอกในภาษาบางกอก เช่น ในคำว่า กิน ขาด ปาก หม้อ เข้า
  2. เสียงโทต่ำ คล้ายเสียงโทของภาษาบางกอก แต่เสียงต่ำกว่า (ต้นพยางค์เท่า ๆ กับเสียงสามัญของบางกอก แล้วลงต่ำที่ท้ายพยางค์) เช่น ในคำว่า ป้า (น้ำไหล)โจ้ก ค้า เคียด
  3. เสียงสามัญสูง เสียงเป็นระดับเดียวตลอดพยางค์เหมือนเวลาออกเสียงสามัญ แต่เสียงสูงกว่าเสียงสามัญของบางกอก เช่น ในคำว่า เต่า ข่า พ่อ งึด
  4. เสียงโท ตรงกับเสียงโทของภาษาบางกอก เช่น ในคำว่า คา งู มา
  5. เสียงจัตวา ตรงกับเสียงจัตวาของภาษาบางกอก เช่น ในคำว่า ขา กบ เห็ด

การเขียนบรรยายเสียงอ่าน จะมีสองเสียงที่เสียงไม่ตรงกับภาษาบางกอก คือเสียงโทต่ำและสามัญสูง จึงขอเขียนเครื่องหมายพิเศษเพื่อกำกับเสียง โดยเสียงโทต่ำจะเขียนเสียงโทแล้วตามด้วยขีดล่าง (_) เช่น ป้า [ป้า_], โจ้ก [โจ้ก_], ค้า [ค่า_], เคียด [เคียด_] ส่วนเสียงสามัญสูงจะเขียนเสียงสามัญแล้วตามด้วยหมวก (^) เช่น เต่า [เตา^], ข่า [คา^], พ่อ [พอ^] ยกเว้นกรณีที่ไม่สามารถเขียนเสียงสามัญได้ จะเขียนเสียงอื่นโดยอนุโลมแล้วใช้หมวกกำกับเสียง เช่น งึด [งึด^], คัก [คัก^]

หลักการผันวรรณยุกต์

คำเป็น

  • อักษรกลางรูปสามัญ (เช่น กิน) สำเนียงอีสานแต่ละถิ่นจะออกเสียงกันหลากหลาย สำเนียงขอนแก่นผันเป็นเสียงเอก สำเนียงอุบลฯ ผันเป็นเสียงสามัญเหมือนบางกอก (ทำให้สำเนียงอุบลฯ มีเสียงวรรณยุกต์ 6 เสียง เพิ่มเสียงสามัญแบบบางกอกเข้ามาอีกหนึ่ง)
  • อักษรสูงรูปสามัญ (เช่น ขา) ผันเป็นเสียงจัตวาเหมือนบางกอก
  • อักษรต่ำรูปสามัญ (เช่น คา) ผันเป็นเสียงโท
  • รูปเอก (เช่น เต่า ข่า ค่า) ผันเป็นเสียงสามัญสูงทั้งสามหมู่
  • รูปโทสำหรับอักษรกลางและอักษรต่ำ (เช่น ป้า ค้า) ผันเป็นเสียงโทต่ำ
  • รูปโทสำหรับอักษรสูง (เช่น ข้า) ผันเป็นเสียงเอก
  • รูปตรีและจัตวาสำหรับอักษรกลาง (เช่น ป๊า โป๊ ป๋า) ไม่มีในคำอีสาน เป็นการยืมจากภาษาบางกอก จึงใช้วิธีเทียบเสียงกับหมู่อื่น เช่น โป๊ [โป้_] เทียบกับเสียงตรีของอักษรต่ำ (เช่น ค้า) แต่ ป๊า [ปา^] ออกเป็นสามัญสูงเพื่อเลียนเสียงตรีของบางกอก ส่วนรูปจัตวา ผันเป็นเสียงจัตวาตรงตัว เช่น ป๋า [ป๋า]

คำตายสระเสียงยาว

  • รูปสามัญสำหรับอักษรกลางและสูง (เช่น เกิบ ขาด) ผันเป็นเสียงเอกเหมือนบางกอก
  • รูปสามัญสำหรับอักษรต่ำ (เช่น เคียด) และรูปโทสำหรับอักษรกลาง (เช่น โจ้ก) ผันเป็นเสียงโทคล้ายบางกอก แต่ระดับเสียงเป็นโทต่ำ
  • รูปโทสำหรับอักษรสูง ไม่พบคำที่สะกดจริง แต่สามารถเทียบกับการผันเป็นเสียงโทของบางกอกได้ แต่ระดับเสียงเป็นโทต่ำ
  • รูปตรีสำหรับอักษรกลาง (เช่น โจ๊ก) และรูปโทสำหรับอักษรต่ำ (เช่น โค้ก) เป็นคำยืมจากภาษาบางกอก จึงเลียนเสียงตรีของบางกอกด้วยเสียงสามัญสูง
  • รูปจัตวาสำหรับอักษรกลาง ไม่พบคำที่สะกดจริง แต่สามารถเทียบกับการผันเป็นเสียงจัตวาของบางกอกได้ และออกเป็นเสียงจัตวาตรงตัว

คำตายสระเสียงสั้น

  • รูปสามัญสำหรับอักษรกลาง (เช่น จก) และอักษรสูง (เช่น ขัด) ผันเป็นเสียงจัตวา
  • รูปสามัญสำหรับอักษรต่ำ (เช่น งึด) ผันเป็นเสียงตรีคล้ายหลักของบางกอก แต่ออกเสียงเป็นสามัญสูง
  • รูปเอกสำหรับอักษรต่ำ (เช่น ค่ะ) เป็นคำยืมจากภาษาบางกอก และผันเป็นเสียงโทเหมือนบางกอก
  • รูปโทสำหรับอักษรกลาง (เช่น จึ้ก) ผันเป็นเสียงโทคล้ายหลักของบางกอก แต่ระดับเสียงเป็นโทต่ำ
  • รูปโทของอักษรสูง ไม่พบคำที่สะกดจริง แต่สามารถเทียบกับการผันเป็นเสียงโทของบางกอกได้ แต่ระดับเสียงเป็นโทต่ำ
  • รูปตรีของอักษรกลาง (เช่น กั๊ก) เป็นคำยืมจากภาษาบางกอก และเลียนเสียงตรีของบางกอกด้วยเสียงสามัญสูง
  • รูปจัตวาสำหรับอักษรกลาง ถือว่าเสียงซ้ำกับรูปสามัญ ไม่ควรมีรูปเขียน แต่ถ้าให้ออกเสียง ก็ออกเป็นเสียงจัตวา

รูปสะกดที่คลาดกับไทยกลาง

หลักไตรยางศ์ข้างต้นสามารถใช้ได้กับทุกกรณี แต่คนอีสานอาจสังเกตพบบางคำที่เสียงอ่านไม่เป็นไปตามกฎนี้ เช่น น้ำท่วม [น่าม_-ถ่วม ไม่ใช่ น่าม_-ทวม^], คอยท่า [ค่อย-ถ่า ไม่ใช่ ค่อย-ทา^], ฆ่างัว [ข่า-งั่ว ไม่ใช่ คา^-งั่ว] ฯลฯ ทั้งนี้เป็นเพราะวิวัฒนาการของการสะกดคำของบางกอกได้เลือกเอาตัวสะกดที่ไม่ตรงกับอีสานไว้ กล่าวคือ:

  • น้ำท่วม ภาษาลาวปัจจุบันใน สปป. ลาวสะกดคำนี้ว่า ນ້ຳຖ້ວມ (น้ำถ้วม) ซึ่งเมื่อผันตามหลักไตรยางศ์ข้างต้นจะออกเสียงได้เป็น [น่าม_-ถ่วม] ตรงตามความเป็นจริง
  • คอยท่า ภาษาลาวปัจจุบันใน สปป. ลาวสะกดคำนี้ว่า ຄອຍຖ້າ (คอยถ้า) ซึ่งผันเสียงเป็น [ค่อย-ถ่า] ตามภาษาที่พูดกัน
  • ฆ่าวัว ภาษาลาวปัจจุบันใน สปป. ลาวสะกดคำนี้ว่า ຂ້າງົວ (ข้างัว) โดยคำว่า ฆ่า นี้ จารึกสุโขทัยเองก็สะกดว่า ฃ้า (ซึ่งใช้ ฃ ขวด เป็นคนละคำกับ ข้า ที่หมายถึงผู้อยู่ใต้ปกครอง) ต่อมาจึงได้วิวัฒน์การสะกดเป็น ฆ่า ในภายหลัง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน blog เก่า)

ยังมีคำอื่น ๆ ในทำนองนี้ เช่น ໜ້າຮັກ (หน้าฮัก = น่ารัก), ຫຼິ້ນ (หลิ้น = เหล้น = เล่น) ซึ่งทำให้เห็นว่าการเสาะหาตัวสะกดที่สูญหายไปของภาษาอีสานอาจหาได้จากแหล่งใกล้เคียงคือภาษาลาวใน สปป. ลาวนั่นเอง

ย ยุง กับ ย ยา

อีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความสับสนให้กับผู้ฝึกภาษาอีสานได้ไม่น้อยคือความแตกต่างระหว่าง ຍ ຍຸງ (ย ยุง) กับ ຢ ຢາ (ย ยา) ที่ผันวรรณยุกต์คนละแบบ เพราะ ຍ ຍຸງ นั้นนับเป็นอักษรต่ำ (เดี่ยว, นาสิก) ในขณะที่ ຢ ຢາ จะเทียบเท่ากับ อ นำ ย ในภาษาไทย และผันอย่างอักษรกลาง ซึ่งภาษาไทยปัจจุบันเหลือคำที่ใช้ อ นำ ย อยู่แค่ 4 คำ คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก แต่ในภาษาลาวและอีสานยังคงรักษาคำไว้มากกว่านั้น ตัวอย่างเช่น

  • ຢືນ (อยืน) [หยื่น] หมายถึงอาการตั้งตัวตรงบนพื้น ซึ่งจารึกสุโขทัยก็สะกดว่า อยืน จนต่อมาวิวัฒน์เหลือ ยืน และกลายเป็นคำพ้องรูปกับ ยืน ที่หมายถึงความยาวนาน เช่นในคำว่า ยั่งยืน แต่ในภาษาลาวยังคงสะกดคำหลังนี้ต่างกันเป็น ຍືນ (ยืน) โดยใช้ ຍ ຍຸງ
    ดังนั้น ชื่ออำเภอ พระยืน [พะ^-หยื่น] จึงผันวรรณยุกต์ต่างจากชื่ออำเภอ เชียงยืน [เซี่ยง-ญื่น]
  • ຢາງ (อยาง) [หย่าง] ใน ยางพารา [หย่าง-พ่า-ล่า] และ ยางรถยนต์ [หย่าง-ลด^-ญ่น] ก็ผันวรรณยุกต์ต่างจาก ຍາງ (ยาง) [ญ่าง] ใน ต้นยางนา [ต้น_-ญ่าง-น่า]
  • ຢາຍ (อยาย) [หย่าย] ที่หมายถึงการกระจายข้าวของ ก็ผันวรรณยุกต์ต่างจาก ຍາຍ (ยาย) [ญ่าย] ที่หมายถึงแม่ของแม่

ป้ายกำกับ:

18 มีนาคม 2557

Fonts-TLWG 0.6.0

ออกไปแล้วเมื่อวาน สำหรับ Fonts-TLWG 0.6.0 สำหรับรุ่นนี้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ทำให้ถึงกับต้องเพิ่มเลขรุ่นที่เลขกลาง ก็คือการรองรับภาษาชาติพันธุ์อย่างมีการเตรียมการ

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาชาติพันธุ์ กรุณาอ่าน blog เก่า และ บทความของคุณอนงค์ เพิ่มเติม

ที่ว่า รองรับอย่างมีการเตรียมการ ก็เพราะในรุ่นก่อนก็สามารถรองรับได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่ Pango 1.31.0 (GNOME 3.6) ขึ้นไปได้โละ engine ภาษาไทยที่ใช้ วทท. 2.0 (มอก. 1566-2541) ทิ้ง และย้ายไปใช้ HarfBuzz จัดการแทน ก็ทำให้กระบวนการวาดภาษาไทยย้ายหนีจาก วทท. 2.0 มาเป็น normalization ตามข้อกำหนดยูนิโค้ด โดยปริยาย ซึ่งข้อกำหนดนี้จะผ่อนคลายกว่า วทท. 2.0 ที่ผูกติดกับภาษาไทยเพียงภาษาเดียว เพราะยูนิโค้ดได้เตรียมการเผื่อการใช้อักษรไทยเขียนภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ เอาไว้ด้วย ทำให้ฟอนต์ชุด TLWG รุ่นเก่าก็สามารถใช้เขียนภาษาชาติพันธุ์ได้ทันที แต่จะเป็นการวางอักขระซ้อนกันแบบไม่มีการจัดตำแหน่ง บางกรณีก็วางแล้วไม่ซ้อนกัน บางกรณีก็ซ้อนทับกัน แต่ในฟอนต์รุ่น 0.6.0 นี้ มีการออกแบบเพื่อรองรับกรณีต่าง ๆ ให้จัดวางอักขระได้อย่างสวยงาม

ข้อกำหนด วทท. 2.0 นั้น มีลำดับการซ้อนสระและวรรณยุกต์ตายตัวตามอักขรวิธีภาษาไทย แต่เมื่ออักษรไทยถูกใช้เขียนภาษาชาติพันธุ์ จะมีการดัดแปลงอักขระบางตัวเพิ่มเติม เช่น ใช้ไม้ไต่คู้กำกับเหนือสระบน ใช้วรรณยุกต์เหนือไม้ไต่คู้ ใช้ทัณฑฆาตหรือยามักการเป็นวรรณยุกต์เพิ่มเติม การประพินทุใต้สระ การวางสระบนเหนือสระอา หรือกระทั่งดัดแปลงไม้ตรีใช้เป็นสระพิเศษ!

Ethnic languages using Garuda font

ภาษาชาติพันธุ์ที่ใช้ในรูป (ตั้งแต่บรรทัดที่สองเป็นต้นไป ส่วนบรรทัดแรกใช้ทดสอบฟอนต์ตามข้อกำหนดยูนิโค้ดเท่านั้น) :-

  • ภาษากูย/ส่วย (สุรินทร์) [1]:
    • ปะเฺติ็ลฺ = ขันตักน้ำ
    • โฺญฺ็จฺ = หยุดกึกเพราะกลัวหรือตกใจ
  • ภาษาเขมรถิ่นไทย (สุรินทร์):
    • ปั็วฮฺ
    • ทฺ็อง
    • เปฺิ็ว
    • มูํย
  • ภาษาบรู/ข่า:
    • แต็่ง = to spread
    • เจฺํอ = already
    • เปรฺิ่ห์ = dirty
    • โจ๊่ = bunch of bamboo
    • เปฺี่ย = to mix
  • ภาษาโส้:
    • โฺทร = โส้ (ชื่อภาษา)
  • ภาษาช์อง (จันทบุรี):
    • ม็่อง
  • ภาษาญัฮกุร [อ่านว่า ญะกุ้น] (ชัยภูมิ):
    • เติ็ง
  • ภาษาละว้า:
    • อาื = chase
    • ยาึ = mine
  • ภาษามลายูปาตานี [2]:
    • จือรฺุ
    • การฺู

การใช้งานเหล่านี้ นอกจากทำให้ต้องยกเครื่องจาก วทท. 2.0 เป็นยูนิโค้ดแล้ว ยังมีผลต่อการออกแบบฟอนต์ที่ต้องรองรับกรณีพิเศษเพิ่มเติมด้วย

สำหรับฟอนต์ TrueType/OpenType สิ่งที่ทำเพิ่มก็คือ:

  • เพิ่ม glyph สำหรับอักขระยกสูงเพิ่มเติม นอกจากชุดวรรณยุกต์ปกติในฟอนต์ทั่วไปแล้ว ก็ต้องมีไม้ไต่คู้ นิคหิต และยามักการยกสูงเพิ่มด้วย โดย glyph ชุดนี้จะมีขนาดย่อส่วนลงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ scale down ตามปติ เพราะจะทำให้ได้เส้นที่บางลง แต่จะเป็นการวาดด้วยเส้นหนาเท่าเดิมให้ตัวเล็กลง
  • เพิ่มกฎ GSUB ในการแปลงอักขระชุดดังกล่าวให้เป็นตัวยกสูง โดยต้องครอบคลุมทุก combination ไม่ใช่แค่ที่มีในภาษาไทย
  • เพิ่ม anchor ให้กับอักขระเหนือบรรทัด ให้สามารถซ้อนกันได้ครบทุกคู่ ไม่ใช่แค่ที่มีในภาษาไทย
  • เพิ่ม anchor ชนิด BelowMark อีกชนิดหนึ่งในตาราง 'mkmk' (mark to mark) เพื่อรองรับการซ้อนสระล่างใต้พินทุ พร้อมทั้งเพิ่ม anchor ให้กับ glyph แต่ละ glyph ให้ครบ

นอกจากนี้ ยังได้ ส่งแพตช์ สำหรับแก้ให้ HarfBuzz normalize อักขระใต้บรรทัดให้พินทุมาก่อนสระล่างอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งแพตช์ยังอยู่ระหว่างอภิปราย

แต่เนื่องจากฟอนต์ชุด TLWG ยังมีการใช้งานใน LaTeX (pdfTeX engine) ด้วย ซึ่งใน LaTeX ยังคงใช้ PUA glyph แบบเก่า (ที่เรียกกันว่า ตัวหลบ) อยู่ ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการปรับข้อมูล OpenType ข้างต้นได้ จึงต้องปรับขยายกฎ LIGKERN ให้ครอบคลุมกรณีของภาษาชาติพันธุ์เพิ่มเติม กล่าวคือ ต้องเพิ่มกฎต่อไปนี้:

  • ใช้วรรณยุกต์ยกสูงถ้าตามหลังไม้ไต่คู้ วรรณยุกต์ หรือทัณฑฆาต (กฎ LIGKERN ใน LaTeX จะใช้วรรณยุกต์ตัวลดต่ำโดยปริยาย แล้วค่อยใช้กฎ LIGKERN ยกให้สูงขึ้น ซึ่งจะกลับกันกับฟอนต์บนเดสก์ท็อป)
  • ใช้วรรณยุกต์ยกสูงหลบซ้ายถ้าตามหลังไม้ไต่คู้ วรรณยุกต์ หรือทัณฑฆาตที่หลบซ้าย
  • ใช้สระบนที่หลบซ้ายถ้าตามหลังพินทุที่ตามหลังพยัญชนะหางยาว (ป ฝ ฟ ฬ)
  • ใช้สระอุ อู ลดต่ำเมื่อตามหลังพินทุ
  • generalize กฎอื่น ๆ ที่บังเอิญเจาะจงเฉพาะกรณีที่ปรากฏในภาษาไทยไว้ เช่น ใช้นิคหิตหลบซ้ายหลังสระอูและพินทุที่ตามหลังพยัญชนะหางยาว, ใช้สระบนหลบซ้ายถ้าตามหลังสระอุ อู ที่ตามหลังพยัญชนะหางยาว)

นั่นคือสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้สำหรับ LaTeX ยังมีกรณีที่ขาดเหลืออยู่ซึ่งยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากตาราง LTH encoding เต็มแล้ว ไม่มีช่องเหลือให้เพิ่ม PUA glyph เช่น

  • ยามักการยกสูง
  • ไม้ไต่คู้ นิคหิต ยามักการ ที่ยกสูงและหลบซ้าย

ถือเป็นข้อจำกัดที่ต้องพยายามหาทางแก้ไขในรุ่นถัดไป แต่ขณะนี้ก็ถือว่าครอบคลุมกรณีในภาษาชาติพันธุ์ได้พอสมควรแล้ว (ข้อจำกัดนี้มีเฉพาะสำหรับ pdfTeX เท่านั้น ส่วนฟอนต์บนเดสก์ท็อป หรือ XeTeX รองรับครบทุกกรณี)

Ethnic languages in LaTeX

ผลพลอยได้ระหว่าง fine-tune ฟอนต์ก็คือ ได้เพิ่มฟอนต์ Umpush Light สำหรับการใช้งานใน LaTeX แล้วด้วย โดยสามารถกำหนดฟอนต์ด้วยคำสั่ง \usefont เช่น

  \usefont{LTH}{umpush}{l}{n}   % ตัวตรง
  \usefont{LTH}{umpush}{l}{it}  % ตัวเอียง

Umpush Light in LaTeX

ฟอนต์รุ่นนี้ ได้อัปโหลดเข้า Debian sid (สำหรับเดสก์ท็อป) และที่ CTAN (สำหรับ LaTeX) แล้วทันทีหลังจากออกรุ่นที่ต้นน้ำ สำหรับ LaTeX ใน Debian นั้น ต้องรอทีม TeX ของ Debian อัปเดตพร้อมกับภาษาอื่น ๆ ในแพกเกจ texlive-lang-other ต่อไป

อ้างอิง:

[1]
นเรศ นโรปกรณ์. (๒๕๓๖). อัจฉริยลักษณ์และความเป็นวิทยาศาสตร์ของลายสือไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ISBN 974-276-975-3.
[2]
ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๓). คู่มือระบบเขียนภาษามลายูปาตานีอักษรไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. ISBN 978-616-7073-25-5.

ป้ายกำกับ: , ,

11 มีนาคม 2556

Esaan Scripts as Learned

ย้อนกลับมาเขียนถึงกิจกรรมใน โครงการอักษรอีสาน สักหน่อย ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็น กิจกรรมกลุ่ม มาระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนอาศัยเวลาว่างมาช่วยกันศึกษาจนเริ่มจะเกิดองค์ความรู้ขึ้นบ้างแล้ว

ที่ดูจะคืบหน้ามากกว่าก็จะเป็นอักษรธรรม ซึ่งผิดคาด เดิมนั้นนึกว่าอักษรไทน้อยจะง่ายกว่า เนื่องจากอักขรวิธีใกล้เคียงกับอักษรลาวและไทยปัจจุบันมากกว่า แต่พอลงมือศึกษาจากใบลานจริงกลับพบความแปรปรวนของอักษรสูงมาก รูปร่างตัวอักษรเดียวกันจะมีรูปแบบหลากหลาย รวมทั้งลายมือส่วนใหญ่จะหวัดอ่านยากเมื่อเทียบกับอักษรธรรม

เรื่องความแปรปรวนนั้น อักษรธรรมมีน้อยกว่า อาจเป็นเพราะความเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ และมักจดจารโดยผู้คงแก่เรียน จึงเคร่งครัดกฎระเบียบมากกว่า ทำให้รูปร่างอักษรเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาน้อยกว่าด้วย

ที่ผ่านมา เราได้ทดลองปริวรรตใบลาน ดังนี้:

อักษรธรรม

อักษรไทน้อย

จะเห็นว่าใบลานอักษรไทน้อยมีความคืบหน้าน้อยกว่า เพราะแกะยากกว่า แกะไปต้องพลิกตำราไป ซึ่งบางทีก็ไม่ช่วยอะไร จึงมาเริ่มหาใบลานที่แกะง่ายก่อน ซึ่งก็พบเรื่องปาบู่ทองที่อักขรวิธีคล้ายอักษรลาวปัจจุบันมาก มีการใช้วรรณยุกต์เอก-โทแล้ว และลายมือก็เป็นระเบียบอ่านง่าย

เรื่องขององค์ความรู้ ขณะนี้จึงถือได้ว่าเราได้องค์ความรู้อักษรธรรมมากกว่า กล่าวคือ:

  • เริ่มแกะใบลานได้คล่องแคล่วขึ้น สามารถปริวรรตได้วันละหลายแผ่น สามารถดึงบริบทมาวิเคราะห์คำที่อ่านยากได้
  • ได้พบตัวอย่างอักขรวิธีซึ่งช่วยคลี่คลายข้อสงสัยต่าง ๆ ที่เคยลิสต์ไว้ ทั้งในบล็อก และในสมุดจด เช่น:
    • ได้พบการใช้สระอาสูงกับอักขระอื่นที่ไม่ใช่ ว ใน โวหารโพธิ
    • ได้พบการใช้ ช เฟื้องที่รูปคล้ายสระออล่างใน โวหารโพธิ ซึ่งเป็นหลักฐานที่สอดคล้องกับ พระยาหลวงมหาเสนา (ผูย) จาก ส.ป.ป. ลาว และตำราของ อ.เพ็ญพักตร์ ลิ้มสัมพันธ์ จาก ม.ศิลปากร แต่ขัดกับตำราอื่นในภาคอีสานของไทย (เช่น จาก อ.วัฒน ศรีสว่าง จาก ร.ร. สว่างวีระวงศ์ อุบลฯ, อ.ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ จาก มรภ. กาฬสินธุ์, โครงการอนุรักษ์ใบลานฯ จาก ม.มหาสารคาม)
    • ได้พบตัวอย่างการใช้ ส เฟื้อง สะกดแม่กด (ไม่ใช่แค่การใช้ ฑ สะกด) ใน บทสูดขวัญ นับเป็นการคลี่คลายประเด็นการใช้ ส เฟื้องสะกดที่พูดถึงในเอกสารของ อ.วัฒน ศรีสว่าง ในหน้า ๑๗ ที่กล่าวถึงวิธีเขียนของ อ.มนัส สุขสาย
    • ได้พบความแตกต่างระหว่างสระแอย่อกับไม้กงในทั้ง บทสูดขวัญ และ โวหารโพธิ ซึ่ง ตารางรหัสยูนิโค้ด ปัจจุบันยังไม่สามารถแยกแยะได้ ถือว่าได้พบหลักฐานที่สามารถใช้อ้างอิงได้
    • ได้พบตัวอย่างของตัวสะกดแม่กกโดยใช้จุดคู่ใต้พยัญชนะใน บทสูดขวัญ ซึ่ง ตารางยูนิโค้ด ปัจจุบันก็ยังไม่รองรับ แต่ตำราต่าง ๆ ในภาคอีสานล้วนกล่าวถึงตัวสะกดรูปนี้ทั้งสิ้น ถึงแม้ในการประชุมครั้งหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ธวัช ปุณโณทก จะไม่ยอมรับว่ามีก็ตาม โดยท่านมองว่าคือ cryptogrammic dot (U+1A7F) แต่จากตัวอย่างการใช้จุดเข้ารหัสคำในใบลานล้านนาที่ผมเคยพบ ก็คิดว่าเป็นคนละเรื่องกัน หลักฐานที่พบนี้น่าจะสามารถใช้อ้างอิงได้
    • ได้พบตัวอย่างการเขียนพยัญชนะไว้เหนือพยัญชนะฐานอีกมากใน บทสูดขวัญ ไม่ใช่แค่ TAI THAM CONSONANT SIGN LOW PA (U+1A5A) ที่กล่าวถึงใน ตารางยูนิโค้ด ปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้คงต้องถกกับผู้เชี่ยวชาญต่อไป

อักษรธรรม ได้มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงศึกษาเพื่อความกระจ่างเพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนอักษรไทน้อย ได้แต่หวังว่าจะตั้งต้นได้สักที

ป้ายกำกับ: ,

23 พฤศจิกายน 2555

Lanxang Project

กลับมาพูดถึง โครงการอักษรอีสาน อีกครั้ง โครงการนี้ถ้านับตั้งแต่เริ่มวางแนวคิด ตอนนี้ก็อายุได้ 2 ปีเต็มพอดี ที่ผ่านมาก็ได้ทำ ฟอนต์โคตรบูรณ์ โดยใช้ฟอนต์ อ.สานิตย์ เป็นฐาน เอามาปรับให้เป็นยูนิโค้ด และเพิ่มกฎ GSUB ในระหว่างที่ rendering engine ต่าง ๆ ยังไม่รองรับ

ความคืบหน้าล่าสุด หลังจากที่ได้ตั้งกลุ่มทำงานอักษรอีสานร่วมกับคุณอันธิฌาและคุณเสกสรร ก็ได้เพิ่มความเข้มข้นในการศึกษาจารึกโบราณมากขึ้น โดยในระหว่างปริวรรตจารึกลงเว็บ ก็พบความไม่สะดวกในการป้อนข้อความตาม phonetic order ของยูนิโค้ด และเนื่องจากทีมงานเริ่มมีความเข้าใจอักษรธรรมกันพอสมควรแล้ว จึงได้ประชุมกันออกแบบ input method สำหรับอักษรธรรมลาว/อีสาน

โค้ดอยู่ใน github โดยใช้ชื่อโครงการว่า ล้านช้าง โดย input method นี้จะมีคุณสมบัติดังนี้:

  • มีผังแป้นพิมพ์ในตัว โดยดัดแปลงจากผัง มอก. 820-2538
  • สลับลำดับการพิมพ์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถป้อนข้อความในลำดับจากซ้ายไปขวาเหมือนอักษรไทย แล้ว input method จะสลับลำดับให้เป็น phonetic order ตามข้อกำหนดยูนิโค้ดให้
  • ตรวจลำดับการพิมพ์ คล้าย วทท. 2.0 โดยสามารถปรับแต่งระดับความเข้มงวดของการตรวจสอบได้ 3 ระดับ คือปล่อยผ่าน, ตรวจสอบขั้นพื้นฐาน (สามารถป้อนตัวสะกดแบบพิเศษได้) และตรวจสอบแบบเข้มงวด (ไม่อนุญาตตัวสะกดแบบพิเศษ)

ผังแป้นพิมพ์จะเป็นแบบนี้:

ผังแป้นพิมพ์

ส่วนตารางการตรวจลำดับที่ได้จากการออกแบบร่วมกันของทีมงาน จะเริ่มจากการแบ่งคลาสของอักขระดังนี้:

  1. LV = สระหน้า
  2. AV = สระบน (อิ อี อึ อื ไม้กง ไม้เกาห่อนึ่ง)
  3. AD1 = ตัวสะกดบน (ไม้ซัด ไม้อังแล่น)
  4. AD2 = ตัวสะกดบน/สระบน (นิคหิต)
  5. BV1 = สระล่าง 1 (อุ อู)
  6. BV2 = สระล่าง 2 (ออล่าง)
  7. FV1 = สระหลัง 1 (อะ)
  8. FV2 = สระหลัง 2 (อา อาสูง)
  9. FV3 = สระหลัง 3 (ออย)
  10. IV = สระลอย (อิ อี อุ อู เอ โอ ลอย, ฤ ฦ)
  11. C1 = พยัญชนะที่เฟื้องด้วยพินทุได้
  12. C2 = พยัญชนะที่เฟื้องด้วยพินทุไม่ได้ (ฃ ฅ ซ ฝ ฟ หยอหยาดน้ำ ร ล ฬ อ ฮ สอสองห้อง)
  13. PH = พินทุ (SAKOT)
  14. S1 = เฟื้องพิเศษ 1 (ระวง)
  15. S2 = เฟื้องพิเศษ 2 (ล เฟื้องล่าง, ล เฟื้องข้าง)
  16. T = วรรณยุกต์
  17. LG = ตัวประสม (แล)
  18. CR = ตัวรหัสลับ (cryptogram)
  19. NP = ตัวเลขและเครื่องหมายวรรคตอน

จากนั้น ก็จะพิจารณาการกระทำระหว่างอักขระที่อยู่หน้าเคอร์เซอร์กับอักขระที่กด โดยกำหนดรหัสการกระทำดังนี้:

  • P = เข้าสู่ pre-edit mode
  • A = รับอักขระ
  • W = รับอักขระโดยสลับกับอักขระก่อนหน้า
  • R = ไม่รับอักขระ
  • S = ไม่รับอักขระในโหมดเข้มงวด รับอักขระในโหมดปกติ

และพิจารณาการกระทำจากตารางนี้:

c0,c1 X L
V
A
V
A
D
1
A
D
2
B
V
1
B
V
2
F
V
1
F
V
2
F
V
3
I
V
C
1
C
2
P
H
S
1
S
2
T L
G
C
R
N
P
X R P R R R R R R R R A A A R R R R A R A
LV R P A A S S S A A S A A A A W A A A A A
AV R P R R A R A S A S A A A A R A A A A A
AD1 R P R R R R R S S S A A A A R A A A A A
AD2 R P R R R R R S A S A A A S R R A A R A
BV1 R P S A A R R S S S A A A S A R A A R A
BV2 R P R A R R R A R R R A A S R R A A R A
FV1 R P R R R R R R R R A A A R R R R A R A
FV2 R P R A R R R A R R A A A A R A R A A A
FV3 R P R R R R R R R R A A A R R R R A R A
IV R P A R R R R R R R R A A R R R R A R A
C1 R P A A A A A A A A A A A A A A A A A A
C2 R P A A A A A A A A A A A A A A A A A A
PH R P R R R R R R R R R A R R R R R R R R
S1 R P A A A A A A A A A A A A R R A A A A
S2 R P A A A A S A A A A A A S R R A A A A
T R P R R R R R A A A A A A A R R R A A A
LG R P R R R R R A R R A A A A R R A A A A
CR R P A A A A A A A A A A A S A A A A A A
NP R P R R R R R R R R A A A R R R R A R A

ตารางการกระทำในโหมด pre-edit:

P X L
V
A
V
A
D
1
A
D
2
B
V
1
B
V
2
F
V
1
F
V
2
F
V
3
I
V
C
1
C
2
P
H
S
1
S
2
T L
G
C
R
N
P
LV R R R R R R R R R R R C C R R R R R R R

การกระทำ C = commit อักขระใน pre-edit string โดยกลับลำดับจากหลังมาหน้า

ขณะนี้ engine สำหรับ IBus เริ่มใช้การได้แล้ว โดยกำลังอยู่ระหว่างทำ GUI สำหรับตั้งค่า:

IBus LanXang Preferences

สำหรับตอนนี้อาจใช้ IBus เป็นหลัก แต่ในอนาคตก็อาจพิจารณาเพิ่ม engine สำหรับ framework อื่นตามความจำเป็น

ว่าแล้วก็ทดสอบ input method สักหน่อย:

ᨹᩲᩅᩣᨾᩮᩨᩬᨦᩎᩈᩣ᩠ᨶᩌᩣ᩠ᨦ ᩈᩥᨧᩪᩙᨡᩯ᩠ᨶᨾᩢ᩠ᨶᨸᩲᨷᩮᩥ᩠ᨦ
ᨠᩫ᩠ᨠᩋᩭᨿᩢ᩠ᨦᩈ᩠ᩅ᩠ᨿᩃ᩠ᩅ᩠ᨿ ᨠᩫ᩠ᨠᨠᩖ᩠ᩅ᩠ᨿᨿᩢ᩠ᨦᩈᩣ᩠ᨿᩃᩣ᩠ᨿ
ᨾᩢ᩠ᨶᩈᩥᩌᩣ᩠ᨦᨷᩬᩁᨧᩢ᩠ᨦᨯᩲ

(จะอ่านได้ ก็ติดตั้งฟอนต์ ก่อนนะครับ และควรเปิดด้วย Firefox หรือ IE9 จึงจะอ่านเป็นคำ ส่วน Chrome และเบราว์เซอร์ที่ใช้ WebKit ทั้งหมดนั้น ยังแสดงผลผิดลำดับ อ่านไม่เป็นคำครับ)

ป้ายกำกับ: , , ,

27 กันยายน 2555

Lao Script History

ผมได้เคยเขียนถึง ข้อมูลประวัติศาสตร์อักษรไทย-ลาว ไว้เมื่อต้นปี กล่าวถึงทฤษฎีของทางลาวที่ว่าอักษรลาวน่าจะเกิดก่อนอักษรไทย โดยอ้างถึงศิลาจารึกวัดวิชุลที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ถึงอายุของจารึก และผมก็ได้กล่าวถึงทฤษฎีของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เสนอว่าอักษรไทยน่าจะมีใช้มาก่อนพ่อขุนรามฯ โดยอ้างภาพสลักเรื่องชาดกที่วัดศรีชุม สุโขทัย ตอนนี้ได้เจอหนังสืออีกเล่มหนึ่งของมหาสีลา วีระวงส์ ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องของอักษรลาวในยุคปัจจุบันที่ท่านได้เข้าไปมีส่วนร่วมปฏิวัติด้วย

พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ยุคเก่าก่อน.. แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอขยายความทฤษฎีของจิตร ภูมิศักดิ์ สักเล็กน้อย ที่ว่าอักษรไทยน่าจะมีใช้มาก่อนสมัยพ่อขุนรามฯ โดยจิตรได้อ้างถึงภาพสลักเรื่องชาดกบนแผ่นหินชนวนที่กรุบนเพดานอุโมงค์ในผนังมณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย ซึ่งเป็นภาพลายเส้นแบบลังกาที่เผอิญมีตัวหนังสืออักษรไทยอยู่ด้วย

ภาพสลักที่วัดศรีชุม
ภาพสลักที่เพดานอุโมงค์วัดศรีชุม (ภาพจาก วิกิพีเดีย)

ตัวภาพนั้นเก่ากว่าวัด (วัดสร้างราว พ.ศ. ๑๘๓๘ ปลายสมัยพ่อขุนรามฯ แต่ภาพแบบลังกานั้น เก่ากว่า) จึงสันนิษฐานกันว่าเอาของเก่ามากรุเพดานขณะสร้างวัด แต่คำถามอยู่ที่ตัวหนังสือในภาพ ซึ่งมีการใช้สระบนบรรทัดแบบสมัยพญาลิไทย เดิมสันนิษฐานกันว่าเป็นการสลักลงไปในสมัยหลัง แต่จิตรตั้งคำถามว่า ด้วยเนื้อที่อุโมงค์ที่กว้างเพียง ๔๐ ซ.ม. และมืดทึบ จะสลักหนังสืออีท่าไหน? จะจุดไต้ตามไฟอย่างไร? หรือจะงัดออกมาสลักข้างนอกแล้วกรุเข้าไปใหม่ ก็เป็นไปได้ยาก ดังนั้น อายุของจารึกจึงน่าจะเท่ากับอายุของภาพนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นศิลปะแบบลังกา ก็จะต้องเก่ากว่าสมัยพ่อขุนรามฯ ขึ้นไป จึงเป็นที่มาของทฤษฎีว่าอักษรไทยมีมาก่อนสมัยพ่อขุนรามฯ และลายสือไทยแบบพ่อขุนรามฯ เป็นเพียงอักขรวิธีที่มีใช้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะกลับไปใช้แบบเดิมในสมัยพญาลิไทยเป็นอย่างช้า

จิตรยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อไปอีกว่า พ่อขุนรามฯ มีการสังโยคตัวอักษรโดยเขียนชิดกัน อาจได้เค้ามาจากอักษรไทยน้อยที่มีการเชื่อม หน (ໜ) หม (ໝ) ซึ่งการสันนิษฐานเช่นนี้ ถือเป็นการชนกับนักประวัติศาสตร์สายหลักของไทยอย่างจัง เพราะเชื่อกันว่าอักษรไทยน้อยของลาวนั้น ได้รับอิทธิพลจากอักษรสุโขทัยสมัยพญาลิไทย และโดยอ้อมอีกทางหนึ่งผ่านอักษรฝักขามของล้านนา

...แต่กลับไปสอดคล้องกับทฤษฎีของฝั่งลาว...

มหาสิลา วีระวงส์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติหนังสือลาว แปลเป็นไทยโดย สมหมาย เปรมจิตต์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงประวัติอักษรลาวว่า สันนิษฐานว่าลาว (ซึ่งในขณะนั้นหมายถึงไทยด้วย) น่าจะมีตัวหนังสือใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๖๗๐ เป็นอย่างช้า

ก่อน พ.ศ. ๔๐๐ ชนชาติลาว-ไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางเสฉวนและยูนนานปัจจุบัน โดยมีการติดต่อกับอินเดียด้วย ในราว พ.ศ. ๖๑๓ ชาวเมืองงายลาวอันมีขุนหลวงลีเมาเป็นประมุข ได้รับเอาพุทธศาสนามหายานมานับถือ พร้อมด้วยคัมภีร์ภาษาสันสกฤต ชนชาติลาว-ไทยคงได้แบบอย่างตัวหนังสือมาจากอินเดียตั้งแต่คราวนั้น

(อ่านเรื่องราวของอาณาจักรหนองแสได้ใน blog เก่าเรื่อง เมืองแถน)

ในจดหมายเหตุของจีน ได้กล่าวถึงประเพณีชาวลาวเมืองหนองแสในแคว้นยูนนานระหว่าง พ.ศ. ๖๗๐ ไว้ตอนหนึ่งว่า:

เวลาน่านเจ้าอ๋องเสด็จออกว่าราชการ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เมื่อข้าราชการเข้าไปเฝ้าทูลข้อราชการ ให้เขียนหนังสือบอกแทนพูดด้วยปาก...

ตรงนี้ มหาสิลาสันนิษฐานว่าเป็นตัวหนังสือที่ได้จากอินเดียเมื่อครั้งรับพุทธมหายาน และอาจเป็นอักษรเทวนาครี!

ตรงนี้คงมีช่องให้ตั้งคำถามได้มากมาย เช่น

  • น่านเจ้าประกอบด้วยชนเผ่าต่างๆ มารวมกัน หนองแสที่บันทึกจีนพูดถึงนี้หมายรวมถึงชนชาติไทย-ลาวด้วยหรือเปล่า? นักประวัติศาสตร์จีนยังตั้งข้อสงสัยว่าน่านเจ้าไม่ใช่ไทย เพราะมีประเพณีหลายอย่างต่างจากไทย แม้ตำนานชนชาติไทย-ลาวจะยืนยันว่าไทย-ลาวร่วมก่อตั้งน่านเจ้ากับชนเผ่าอื่นในยุคแรก ก่อนจะถูกชนชาติไป๋เข้ายึดครอง ตั้งอาณาจักรต้าหลี่ ขับไล่ชนชาติไทย-ลาวต้องถอยร่นลงมา
  • อักษรที่ว่านั้นอาจไม่ใช่อักษรเทวนาครี หรืออักษรจากอินเดียก็เป็นได้ อยู่ใกล้จีนขนาดนั้น จะไม่ได้รับอิทธิพลจากจีนเชียวหรือ?

อย่างไรก็ดี มหาสิลาได้ตั้งข้อสังเกตต่อไป ว่าอักษรลาวมีรูปร่างคล้ายอักษรปัลลวะ โดยในจารึกเก่า (อ้างถึงจารึกสมัยสมเด็จพระไชยเชฏฐาธิราชเป็นต้นมา) มีการใช้คำสันสกฤตด้วยพยัญชนะสันสกฤตในคำต่างๆ จึงยิ่งแน่ใจว่าอักษรลาวได้เค้ามาจากอักษรสันสกฤตแน่นอน ซึ่งในแง่ของการยืนยันว่าอักษรลาวเคยมีอักษรสันสกฤตใช้นั้น ถือว่าเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักเหมาะสม แต่หากจะใช้ยืนยันว่าอักษรลาวมีเค้ามาจากอักษรสันสกฤตโดยตรงนั้น ออกจะผิดไปหน่อย

เท่าที่อ่านดู ผมเข้าใจว่ามหาสิลาอาจสับสนระหว่างอักษรพราหมีของอินเดียเหนือในสมัยพระเจ้าอโศก กับอักษรปัลลวะหรืออักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้ เพราะท่านไปเปรียบรูปร่างอักษรปัลลวะซึ่งเป็นที่มาของอักษรธรรมสำหรับเขียนบาลี แล้วก็บอกว่าอักษรลาวมีเค้าจากอักษรสันสกฤตของพระเจ้าอโศก (พระเจ้าอโศกอยู่ในราชวงศ์โมริยะ ไม่ใช่ราชวงศ์ปัลลวะ) ในขณะที่เนื้อหาถัดมา ท่านพูดถึงอักษรคฤนถ์ว่าเป็นต้นเค้าของอักษรธรรม โดยแยกชื่ออักษรปัลลวะกับอักษรคฤนถ์ออกจากกัน

เมื่อเทียบอย่างผิดฝาผิดตัวอย่างนี้ การกล่าวอ้างว่าเป็นหลักฐานที่อักษรลาวมาจากอักษรอินเดียโดยตรงก็คงตกไป โดยเฉพาะถ้าอ้างอักษรปัลลวะแล้ว ยิ่งเข้าทางข้อมูลฝั่งไทย ซึ่งสืบประวัติย้อนไปถึงอักษรปัลลวะได้ คงนับได้เพียงจารึกของจีนเท่านั้น ซึ่งถือว่าหลักฐานยังอ่อน

อย่างไรก็ดี แนวคิดของมหาสิลาก็คงมีอิทธิพลต่อความเชื่อของนักประวัติศาสตร์ลาวในยุคต่อ ๆ มา จนกระทั่งมีการพบจารึกวัดวิชุลเป็นหลักฐาน ซึ่งก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

แต่ก็น่าสนใจที่จิตรเองก็คิดแบบเดียวกันด้วย อาจจะเชื่อถือได้ว่าอักษรไทยมีมาก่อนพ่อขุนรามฯ แต่เรื่องที่จิตรสันนิษฐานว่าพ่อขุนรามฯ อาจได้แรงบันดาลใจบางส่วนจากอักษรไทยน้อยของลาวนั้น ก็อาจสันนิษฐานได้ แต่หลักฐานก็ต้องค้นหากันต่อไป

ประวัติอักษรลาวในยุคปัจจุบัน

ส่วนที่น่าสนใจในหนังสือของมหาสิลาอยู่ที่ส่วนหลัง ว่าด้วยประวัติอักษรลาวปัจจุบัน ซึ่งท่านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในบางขั้นตอนของการปฏิวัติด้วย

มหาสิลาบอกว่า อักษรลาวเริ่มเสื่อมโทรมลงตั้งแต่ลาวเสียเอกราชให้สยาม เจ้าอนุวงศ์ถูกจับ สำนักต่าง ๆ แยกกันสอนของใครของมัน ไม่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดครอง วัฒนธรรมลาวฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาแม่น้ำโขงถูกแยกออกจากกัน ทางฝั่งขวาถูกการศึกษาจากส่วนกลางของสยามบังคับให้เรียนอักษรไทย เลิกใช้อักษรไทยน้อยและอักษรธรรม ส่วนทางฝั่งซ้ายก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ปกครองอย่างฝรั่งเศส

เดิมนั้นประเทศแถบนี้มีการใช้อักษรสองชุดแยกกันระหว่างเรื่องทางโลกกับทางธรรม กล่าวคือ ที่สยามมีอักษรไทยกับอักษรขอม ที่เขมรมีอักษรเจรียงกับอักษรขอม ที่ลาวมีอักษรลาวกับอักษรธรรม ต่อมาในสยาม กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระสังฆราช ได้ทรงริเริ่มการใช้อักษรไทยเขียนภาษาบาลี และประกาศยกเลิกการใช้อักษรขอม

ลาวอยู่ในสภาพขาดเอกภาพทางอักษรมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๒ สมาคมนักปราชญ์ของฝรั่งเศสจึงได้เริ่มฟื้นฟูพุทธศาสนาในลาว ตั้งโรงเรียนบาลี และตั้ง พุทธบัณฑิตสภาจันทบุรี เพื่อจัดการการศึกษาในลาว โดยมีญาพ่อมหาแก้วเป็นครู มีเจ้าเพชราชเป็นประธาน ซึ่งญาพ่อมหาแก้วนี้เคยได้ศึกษาธรรมจากสยาม จึงใช้แบบเรียนไทยเป็นต้นแบบ ให้นักเรียนเขียนถ่ายเป็นอักษรธรรมได้วันละ ๔-๕ แถว ซึ่งชักช้าเสียเวลา เมื่อมหาสิลาเข้าไปแทนท่านในปี ๒๔๗๔-๒๔๗๕ จึงได้เสนอต่อเจ้าเพชราชให้จัดพิมพ์แบบเรียนบาลีด้วยอักษรลาวแทนอักษรธรรม โดยต้องปรับปรุงสังคายนาอักษรลาวเสียก่อน โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีเจ้าเพชราชเป็นองค์ประธาน

คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นนี้ (มีมหาสิลาร่วมด้วย) มีมติแยกออกเป็น ๓ มติ คือ

  1. เลิกใช้อักษรลาว ใช้อักษรโรมันแทน เหมือนที่เวียดนามทำ ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสมาก
  2. ใช้จุด (เข้าใจว่าหมายถึงพินทุ) กำกับอักษรลาวเพื่อแทนอักษรบาลี-สันสกฤตที่ขาด
  3. เพิ่มอักษรที่ขาด เนื่องจากพบหลักฐานในศิลาจารึกว่าเคยมีอักษรบาลี-สันสกฤตใช้

ที่ประชุมเลือกเอามติที่สามนี้ โดยพยายามใช้อักษรที่โบราณเคยใช้ถ้าพบ แต่ถ้าไม่พบก็ดัดแปลงเอาจากอักษรธรรม ผลที่ได้คืออักษรลาวที่มีพยัญชนะทั้งหมด ๓๓ ตัว

ดูตัวอย่างอักษรลาวที่ใช้เขียนบาลี-สันสกฤตได้จาก blog นี้ ที่ภาพสุดท้าย และดูการแจกแจงพยัญชนะวรรคได้ที่ blog นี้ ที่ภาพท้าย blog

อักษรลาวที่ใช้เขียนภาษาบาลี
อักษรลาวที่ใช้เขียนภาษาบาลี (ภาพจาก saixelamphao.livejournal.com)

แต่อักษรแบบนี้ก็มีใช้อยู่ไม่เกิน ๒๐ ปี ก็ถูกยกเลิก โดยใน พ.ศ. ๒๔๙๑ มีการตั้ง คณะกรรมการอักษรศาสตร์ลาว ซึ่งได้ออกพระราชโองการเลขที่ ๑๐ บัญญัติว่าพยัญชนะลาวมีเพียง ๒๗ ตัวเท่านั้น โดยเท่ากับพยัญชนะลาวแบบเดิม ๒๖ ตัว บวกตัว ร อีกหนึ่ง และให้เขียนภาษาลาวตามเสียงพูด ไม่ว่าคำนั้น ๆ จะมาจากภาษาใดก็ตาม

ในหน้าคำนำ มหาสิลาบอกว่าก่อนหน้านั้นมีมติแตกออกเป็นสอง คือ:

  1. เขียนตามเสียงอ่าน ซึ่งมตินี้แยกเป็นสองมติย่อย
    1. เขียนตามเสียง แต่ยังอนุญาตให้ใช้ตัวสะกดพิเศษในคำบาลี-สันสกฤตได้ ซึ่งเป็นหลักการของราชบัณฑิตสภา
    2. เขียนตามเสียงแท้ ไม่มีการอนุโลมตัวสะกด และไม่ยอมมีตัว ร (เช่น ราชา เขียน ลาซา) ไม่ยอมมีอักษรนำ (เช่น ปโยด หรือ ปโยชน์ เขียน ปะโหยด) แนวคิดนี้มาจากคณะแนวลาว ฮักซาด
  2. เขียนตามรากคำบาลี-สันสกฤต เป็นมติของพวกที่ได้บวชเรียน มีความรู้ทางพุทธศาสนา

ผลของพระราชโองการเลขที่ ๑๐ นี้ ทำให้ในวัดหันไปใช้ตำราไทยแทน เพราะเขียนภาษาบาลีได้ดีกว่า ความรู้ทางภาษาจึงหันเหเข้าหาภาษาไทย รับภาษาไทยมาใช้ปะปนกับภาษาลาว เรื่องนี้ลามไปถึงหนังสืออ่านเล่น นวนิยาย สารคดี หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ก็เป็นหนังสือไทยหมด (บรรยายถึงสภาพการณ์ในปี ๒๕๑๖ ซึ่งปัจจุบันคงต่างไปแล้ว) ส่งผลกระทบต่อภาษาลาวอย่างมาก

ความเห็นของมหาสิลานั้น เห็นว่าควรใช้อักษรลาวเขียนบาลี-สันสกฤตให้ถูกต้อง และไม่จำเป็นต้องใช้อักษรธรรม เพราะ:

  • อักษรธรรมหล่อตัวพิมพ์ยาก
  • คนทั่วไปอ่านไม่ออก แม้ในฝั่งไทยอีสาน ก็หาคนอ่านอักษรธรรมออกแทบไม่ได้แล้ว
  • อักษรลาวก็ใช้บันทึกได้เหมือนกัน
  • ประเทศข้างเคียงก็ใช้อักษรเดียวกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไทย เขมร พม่า ลังกา
  • การใช้อักษรเดียว ทำให้การเข้าถึงความรู้ของคนทัดเทียมกันทั้งทางโลกและทางธรรม
  • ชนชาติเดียวกันไม่ควรแบ่งแยกอักษรที่ใช้

ก็เป็นความเห็นที่น่าฟัง และทำให้เข้าใจความเป็นมาของอักษรลาว ก่อนที่จะมาเป็นระบบการเขียนตามเสียงอ่านในปัจจุบัน ถึงแม้การพยายามศึกษาและ implement อักษรธรรมของผมจะสวนทางกับความคิดของท่านก็ตาม :-)

ป้ายกำกับ: , ,

10 กรกฎาคม 2555

Thai Ayudhaya Tones

จากที่ได้เขียน blog เรื่อง วิทยาศาสตร์ของไตรยางศ์ ว่าด้วยสำเนียงบางกอกไปแล้ว ก็อยากจะเขียนถึงไตรยางศ์อีกแบบที่อ่านพบในหนังสือ จินดามณี อันเป็นตำราภาษาไทยสมัยอยุธยา ผมพยายามแกะคำอธิบายวิธีผันวรรณยุกต์ซึ่งดูจะต่างจากสำเนียงบางกอก โดยในจินดามณีเล่ม ๑ ของพระโหราธิบดี สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้อธิบายไว้ดังนี้ (รูปประกอบผมวาดเสียใหม่ตามเค้าเดิมในหนังสือ และขอคงตัวสะกดแบบโบราณตามต้นฉบับไว้)

อักษรเสียงสูง ๑๑ แม่นั้น คำต้นให้อ่านสูงแล้วลดลงไปตามที่ไม้เอกไม้โทนั้น

การผันอักษรเสียงสูง

อักษรกลาง ๙ แม่นั้นคือ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ นี้ คำต้นให้อ่านเป็นคำกลางแล้วจึงอ่านขึ้นไปตามไม้เอก แล้วลงไปตามไม้โท ด่งงรูปจั่วนั้น

การผันอักษรกลาง

อักษรเสียงกลางก้องต่ำ ๒๔ ตัวนั้น คำต้นให้อ่านเป็นกลางแล้วอ่านทุ้มลงแล้วอ่านสูงขึ้นไปตามไม้เอกไม้โท

การผันอักษรกลางก้องต่ำ

คำอธิบายนี้ไม่ได้เอ่ยถึงไม้ตรีไม้จัตวา แต่จะเห็นวิธีผันที่ต่างจากสำเนียงบางกอก

ยังมีจินดามณีครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายวิธีผันเสียงคล้ายคลึงกัน แต่ฉบับนี้อธิบายไม้ตรีไม้จัตวาด้วย

ก่อนอื่น มีวิธีผันเสียงคำเป็นกับคำตายเป็นอารัมภบท:

อักษร ๔๔ ตววนี้ให้อ่านแตสองเสียงก่อน แลอักษร ๑๑ ตวว คือ ขฃฉฐถผฝศสษห นั้นให้อ่านเสียงสูงเสมอกันไปเหมือน ศษส นั้น อักษร ๓๓ ตววเหลือให้อ่านเสียงกลางเสมอกันไปยดงง จญ นั้น ๒๔ อักษรอ่านลงคอนั้น ๕ อักษร คือ ฆฌฑธ นั้นอ่านลงคอแตในแม ก ข กับเขียนหนังสือไทยเปนสวตนนต์ จึงอ่านลงคออย่างหนังสือฃอม เมื่อแจกตามแม่ทงงปวงไปก็ดี เปนเนื้อความตามภาษาโลกยก็ดี อย่าอ่านลงคอเลย ผู้จ่เขียนนั้นครั้นบาฬี ฃอมเปนธนิดก็เขียนอักษรไทยเปนธนิด ครั้นบาฬี ฃอมเปนสะถินล เขียนอักษรไทยเปนสถินลดวยเทิศ อักษรเสียงกลาง ๙ ตววนั้นคือ กจฎฏดตบปอ นี้ตววเบามิก้อง เมื่อแจกให้อ่านเบาแผวไปยที ๔ ตัวนี้คือ กิกึกุกะ นี้เปนต้น อิอึอุอะ ฯลฯ อักษรเสียงสูง ๑๑ ตววนั้นตววหนักบมีก้อง เมื่อแจกให้อ่านสูงแหลมไปที ๔ ตววคึอ ขิขึขุขะ นี้เปน หิหึหุหะ นั้นเปนปลายจำไว้มั่น ฯ ฯ อักษรเสียงต่ำ ๒๔ ตววอันเหลือนั้น ตววก้องเมื่อแจกไปให้อ่านเบาพาวไปในที่ ๔ ตัว คือ คิคึคุคะ เปนต้นนี้ อิอึอุอะ นั้นเปนปลายจำไว้จงมั่น ฯ

ก็ดูเหมือนจะคล้ายสำเนียงบางกอกอยู่ ยกเว้นอักษรสูงคำตาย จะผันแหลมสูง (คล้ายสำเนียงอีสาน?)

จากนั้นก็ได้พาแจกแจงอักษรสูง-ต่ำ ๙ คู่ บวกกับอักษร ห นำต่ำเดี่ยวอีก ๑๐ คู่ ว่าเป็นเสียงคู่กันอย่างไร แล้วก็มาถึงคำอธิบายวิธีผันเสียงอักษรกลางทั้ง ๕ เสียง โดยเขียนเทียบคำกับเสียงอ่าน ตำราเขียนแยกบรรทัดแล้วให้โยงหากัน ผมขอเรียงไว้ในบรรทัดเดียวกันโดยใส่วงเล็บไว้ตามตำแหน่ง เพื่อความง่ายในการพิมพ์:

(ก)กไผ่ป่า (ก่)กอีดส้างวัด ลาวว่าสังก้(ก้) อ่านแต่เสียงต่ำย่างธอ(ก๊) เสียงสูงอย่างสอ(ก๋)

เนื่องจากไม่รู้วิธีออกเสียง จึงได้ข้อสังเกตเพียงว่า เสียงจัตวานั้นคงเหมือนจัตวาบางกอก แต่รูปตรีนั้นเป็นเสียงเดียวกับอักษรต่ำ

แล้วก็มาถึงแผนภูมิที่น่าสนใจ ว่าด้วยการเขียนเสียงขึ้นเสียงลง ดังนี้:

การผันอักษรสามหมู่

แต่งให้มีไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา แต่อักษรเสียงไม้เอก กลางตววเบามีก้อง ๙ ตววเหล่าเดียวนั้น เขียนเรียบกันตามบรรทัดหย่างหนึ่ง เขียนตามเสียงขึ้นเสียงลงตามที่นั้น หย่างหนึ่ง รูปดงงนี้มีคนสงไสมาก ด้วยว่าเดิมนั้นอักษรทงง ๓ เหล่ามีแต่ไม้เอกโทเปนเหล่าแล ๓ คำ

การผันอักษรกลางตัวเบา

๓ คำอักแลอักษรเสียงกลางตัวเบามีก้อง ๙ ตววเหล่านี้เปน ๕ คำเหนแปลกอยู่ จึงเขียน อักษรสูง อักษรต่ำเหล่านี้ไว้ให้แจ้ง ด้วยเปนรูปจัวเหมือนกันเปน ๕ คำได้เหมือนกันแล เขียนเรียบตามบันทัดหย่างหนึ่ง เขียนตามเสียงขึ้นเสียงลง ตามทีนันหย่างหนึ่ง รูปดงงนี้แล

การผันอักษรสูงอักษรต่ำ

แกไม้ตรีไม้จัตวา แลอักษรคู่จบแตเท่านี้แล ฯ

จากนั้น ตำราก็ได้สาธยายต่อไป เกี่ยวกับการที่อักษรกลางสามารถผันได้ครบทุกเสียงเหมือนคู่อักษรสูง-ต่ำ เมื่อมีไม้ตรีไม้จัตวาช่วย โดยเปรียบเหมือนบุรุษสองกลุ่มวิวาทกัน อักษรกลางโดนรุมแต่ฉลาดกว่า เลยสู้กันได้ จากนั้นก็ได้อธิบายวิธีผันเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งเนื้อหาก็คล้ายกับจินดามณีสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั่นเอง

คงพอเห็นภาพกระมังครับ ว่าสำเนียงชาววังอยุธยาสมัยนั้นต่างจากสำเนียงเหน่อ ๆ ของบางกอก และไตรยางศ์ก็บัญญัติขึ้นในสมัยอยุธยาโดยอ้างอิงสำเนียงอยุธยา จนกระทั่งศูนย์กลางอำนาจย้ายมาที่บางกอก สำเนียงถิ่นบางกอกจึงกลายเป็นสำเนียงมาตรฐานแทนที่ โดยที่ยังคงใช้ไตรยางศ์อยุธยาอธิบายอยู่เช่นเดิม

สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าสำเนียงไทยสมัยอยุธยาผันอย่างไร แต่หากสังเกตแผนภูมิของจินดามณีฉบับสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแล้ว จะเห็นว่าอักษรสูงและอักษรต่ำผันรูปสามัญ-เอก-โทไล่ตามลำดับจากสูงมาต่ำ ไม่ใช่ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบสำเนียงบางกอก และคนที่รู้สำเนียงถิ่นอีสาน อาจประหลาดใจที่แผนภูมินี้คล้ายกับการผันวรรณยุกต์ของอีสานมากทีเดียว ไว้มีโอกาสจะเขียนถึงไตรยางศ์อีสานต่อไปครับ

ป้ายกำกับ:

26 พฤษภาคม 2555

The Science of Thai Tones

พบว่าปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการใช้ภาษาไทยของคนไทยคือการผันวรรณยุกต์ จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมอ่านพบในหนังสือพิมพ์ว่าแม้แต่ครูก็ทำคะแนนภาษาไทยได้ไม่ผ่านเกณฑ์ สาเหตุเพราะหลักสูตรสมัยใหม่ให้เรียนแบบจำรูปเขียน ไม่ได้พาแจกลูกพยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์กันแล้ว ทำให้เด็กผันเสียงได้เฉพาะคำที่เคยเจอ ไม่สามารถประยุกต์กับคำที่ไม่เคยเจอได้ หรือแม้แต่คำที่เคยเจอก็ยังเกิดความสับสน ไม่สามารถตัดสินถูกผิดได้ ก็เลยใช้ความรู้สึกล้วน ๆ (เช่น กรณีคำว่า คะ และ ค่ะ) นับว่าน่าเป็นห่วงมาก

แม้แต่เวลาคุยกับคนวัยเดียวกัน ก็มีการถามถึง วิทยาศาสตร์ของไตรยางศ์ ว่ามีไหม เท่าที่ผมเคยเขียนไว้นานแล้วเกี่ยวกับ คุณสมบัติของอักษรสามหมู่ อาจช่วยให้หลักการเบื้องต้นได้บ้าง ใน blog นี้ผมก็เลยจะลงรายละเอียดเรื่องการผันวรรณยุกต์ ลองดูซิว่ามันจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์สักแค่ไหน

หลักการโดยทั่วไปคือ อักษรกลางเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ใช้รูปวรรณยุกต์ตรีและจัตวาได้ ส่วนอักษรสูงและอักษรต่ำใช้ได้เพียงไม้เอกและไม้โท (ยกเว้นบางกรณีที่ตำราหลักภาษาไทยกล่าวถึง แต่ไม่เคยพบในชีวิตจริง ดังจะกล่าวต่อไป) ทั้งนี้เพราะอักษรสูงและต่ำที่คู่กันสามารถผันประกอบกันเพื่อแทนเสียงจนครบทั้ง ๕ เสียงได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ตรีไม้จัตวาอยู่แล้ว และตามนัยประวัติแล้ว ไม้ตรีและไม้จัตวาถูกประดิษฐ์ขึ้นในภายหลังเพื่อใช้กำกับเสียงอักษรกลางที่ยังขาดอยู่ โดยเฉพาะเมื่อจะเขียนเสียงคำยืมจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน

หมายเหตุรูปประกอบ:

  • สีเขียวแทนอักษรกลาง สีแดงแทนอักษรสูง สีน้ำเงินแทนอักษรต่ำ
  • รูปสี่เหลี่ยมแทนเสียงที่ออกเสียงวรรณยุกต์เหมือนรูป รูปแคปซูลรีแทนเสียงที่ออกเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูป
  • คำที่อยู่ในวงเล็บคือคำสมมุติเพื่อประกอบการอธิบาย ส่วนคำที่ไม่ใส่วงเล็บคือคำที่มีอยู่จริง

คำเป็น

การผันวรรณยุกต์คำเป็น

เริ่มจากกรณีที่ตรงไปตรงมาที่สุดก่อน

  • อักษรกลาง ผันเสียงเหมือนรูปวรรณยุกต์ทุกประการ และครบทั้ง ๕ เสียง
  • อักษรสูง ผันแทบจะเหมือนอักษรกลาง ยกเว้นรูปสามัญที่มีพื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา
  • อักษรต่ำ รูปสามัญผันเหมือนอักษรกลาง แต่รูปวรรณยุกต์เอกและโทออกเสียงสูงขึ้นไปหนึ่งขั้น (ด้วยความเป็นพยัญชนะโฆษะ) คือรูปเอกออกเสียงเป็นโท รูปโทออกเสียงเป็นตรี
  • อักษรสูงและอักษรต่ำที่คู่กัน (หรืออักษร ห นำ ในกรณีพยัญชนะนาสิก) เมื่อผันประกอบกันจึงผันได้ครบทั้ง ๕ เสียง โดยเสียงโทสามารถมีรูปเขียนได้สองรูป

อักษรกลางคำตาย

การผันวรรณยุกต์อักษรกลางคำตาย

เมื่อเทียบกับคำเป็นแล้ว อักษรกลางคำตายแทบจะผันเหมือนกัน ยกเว้นบางรูป

  • รูปสามัญ ออกเสียงเป็นเสียงเอกทั้งสระเสียงยาวและสั้น
  • ไม่มีรูปเอก เพราะออกเสียงได้จากรูปสามัญอยู่แล้ว
  • ไม่มีเสียงสามัญสำหรับคำตาย
  • รูปวรรณยุกต์ที่เหลือ ออกเสียงเหมือนรูป

อักษรสูงและอักษรต่ำคำตาย

การผันวรรณยุกต์อักษรสูงและอักษรต่ำคำตาย

ทำนองเดียวกับอักษรกลาง อักษรสูงไม่มีอะไรซับซ้อนจากคำเป็นมากนัก

  • รูปสามัญ ออกเสียงเป็นเสียงเอกทั้งสระเสียงยาวและสั้น
  • ไม่มีรูปเอก เพราะออกเสียงได้จากรูปสามัญอยู่แล้ว
  • ไม่มีเสียงสามัญสำหรับคำตาย
  • รูปวรรณยุกต์ที่เหลือ ออกเสียงเหมือนรูป

อักษรต่ำ (ซึ่งเป็นเสียงโฆษะ) ค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย

  • รูปสามัญ สระเสียงยาวออกเสียงโท สระเสียงสั้นออกเสียงตรี
  • จากนั้น เมื่อเทียบเสียงกับคำเป็น เสียงวรรณยุกต์ที่แทนด้วยรูปสามัญไปแล้ว จะไม่มีรูปวรรณยุกต์นั้นสะกดอีก กล่าวคือ ไม่มีรูปวรรณยุกต์เอก (เสียงโท) สำหรับสระเสียงยาว และไม่มีรูปวรรณยุกต์โท (เสียงตรี) สำหรับสระเสียงสั้น
  • เสียงที่เหลือ ใช้เหมือนคำเป็น คือรูปโทออกเสียงตรีสำหรับสระเสียงยาว และรูปเอกออกเสียงโทสำหรับสระเสียงสั้น
  • มีรูปพิเศษเพิ่มเติมที่หนังสือหลักภาษาไทยกล่าวถึง แต่ไม่พบในชีวิตจริง คือไม้จัตวาสำหรับทั้งสระเสียงยาวและเสียงสั้น โดยออกเป็นเสียงจัตวาเหมือนรูป เข้าใจว่าเป็นการเติมเสียงเพื่อให้คู่อักษรสูง-ต่ำสามารถผันประกอบกันได้ครบเสียงเหมือนอักษรกลาง

นี่ก็คือระเบียบของไตรยางศ์เท่าที่ผมสามารถอธิบายได้ละครับ คิดว่าเป็นระเบียบพอไหม? อย่างน้อยก็น่าจะง่ายกว่าระเบียบการเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมล่ะน่า.. หากท่านใดสามารถอธิบายได้ง่ายกว่านี้ก็โปรดชี้แนะด้วย

เดี๋ยวถ้ามีเวลาว่าจะเขียนต่อเรื่องไตรยางศ์ที่ไม่ใช่สำเนียงบางกอก น่าสนุกไม่แพ้กันครับ :)

ป้ายกำกับ:

08 มีนาคม 2554

Thai Languages & Scripts

สิ่งหนึ่งที่ต้องทำใน โครงการอักษรอีสาน คือการขอรหัสยูนิโค้ดให้กับอักษรไทยน้อยและอักษรธรรมอีสาน ซึ่งในส่วนของอักษรธรรมนั้นถือว่าเสร็จไปแล้ว โดยสามารถใช้รหัสอักขระ อักษรธรรมไท (Tai Tham) ร่วมกับอักษรธรรมล้านนา ไทลื้อ ไทเขินได้ ส่วนอักษรไทยน้อยนั้น สามารถใช้รหัสอักขระของ อักษรลาว ได้ เพียงแต่ต้องขอรหัสอักขระเพิ่มให้กับตัวอักษรบางตัว

โดยที่ไม่ทราบว่าราชบัณฑิตยสถานก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดหลักการถ่ายอักษรไทยน้อยเป็นอักษรโรมัน ผมจึงไม่ได้คิดติดต่อไปที่นั่น จนกระทั่งคุณ Martin Hosken ได้แนะนำตัวผมกับกรรมการของราชบัณฑิตยสถาน และได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการชุดนี้ จึงมีโอกาสได้ร่วมแสดงความเห็นในการกำหนดรหัสยูนิโค้ดสำหรับอักษรไทยน้อยด้วย

คณะกรรมการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะ อ.ธวัช ปุณโณทก หนึ่งในผู้บุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์อีสานจากบันทึกโบราณ และเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรอีสานมากที่สุดท่านหนึ่ง ฉะนั้น ก็เชื่อได้ว่ามาตรฐานนี้คงได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแน่นอน

อย่างไรก็ดี ในบรรยากาศที่เจ้าตำรามาเองเช่นนี้ การยอมรับหลักฐานอื่นย่อมต้องมีน้ำหนักที่มากพอ อย่าว่าแต่ผมซึ่งเพิ่งเริ่มศึกษาได้ไม่นาน แต่จากหัวข้อการประชุมเรื่อง romanization ก็ทำให้ผมไม่ได้คิดเตรียมเอกสารประกอบอะไรไป เมื่อไปพบประเด็นที่ร่างปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม ก็ทำให้ไม่สามารถเสนอเพิ่มได้ คือเรื่องตัว ด สะกด และ บ สะกด ในอักษรไทยน้อย แต่ อ.ธวัช ก็ได้อธิบายให้ฟังว่า นี่เป็นการยืม ส สะกด และ ป สะกด ของอักษรธรรมมาใช้สำหรับบางคนเท่านั้น และไม่มีความจำเป็นต้อง encode ส่วน เอกสารของครูวัฒน์ นั้น ยังถือว่าอ่อนเกินไป จนกว่าจะมีหลักฐานมารองรับ

เพราะฉะนั้น จึงมีอักขระที่ต้อง encode เพิ่มอีก 4 ตัวเท่านั้น คือ น เฟื้อง, ม เฟื้อง, ล เฟื้องแบบหางยาว และสระออย ส่วน ด สะกด และ บ สะกด นั้น ถือว่าหลักฐานอ่อน ตกไป

ในวันเดียวกันนั้น ก็ได้มีการประชุมอีกนัดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการใช้อักษรไทยเขียนภาษามลายูปาตานี ซึ่งถือว่าอยู่คนละมิติกับการประชุมเรื่องอักษรไทยน้อย ในขณะที่การใช้อักษรไทยน้อยเป็นเรื่องของอักษรภาษาเขียนอีกชุดหนึ่งที่ใช้เขียนภาษาไทย-ลาว แต่การประชุมนี้จะพูดถึงการใช้อักษรไทยในการเขียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย ซึ่งจะต้องมีการประดิษฐ์อักขรวิธีเพิ่มเติมเพื่อเขียนเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย ซึ่งคณะกรรมการชุดหลังนี้ มีสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ม.มหิดล เป็นแม่งาน

การทำงานกับภาษาเช่นนี้ ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการแบ่งแยกออกจากกันระหว่างภาษา (language) กับอักษร (script)

  • ภาษาหนึ่ง ๆ สามารถเขียนได้ด้วยอักษรหลายแบบ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือภาษาบาลี ซึ่งสามารถเขียนได้ด้วยอักษรอินเดีย (เทวนาครี, ทมิฬ, คฤณถ์/ปัลลวะ ฯลฯ) สิงหล ทิเบต พม่า เขมร อักษรธรรม โรมัน และอักษรไทย และในขณะนี้ ภาษาไทยก็สามารถเขียนได้ด้วยอักษรไทย อักษรล้านนา รวมทั้งอักษรธรรมอีสาน
  • อักษรหนึ่ง ๆ สามารถใช้เขียนภาษาได้หลายภาษา ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คืออักษรโรมันที่สามารถใช้เขียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน โปรตุเกส เวียดนาม มลายู อินโดนีเซีย ฯลฯ และอักษรจีนที่สามารถใช้เขียนภาษาอันหลากหลายของจีนได้ทั่วทั้งประเทศ และยังข้ามไปใช้ในญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนามอีกด้วย และในขณะนี้ อักษรไทยก็กำลังถูกใช้เขียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย เช่น ภาษามลายู ภาษากูย/ส่วย ภาษาขมุ ภาษามอญ ภาษาม้ง และภาษาอื่น ๆ ที่ชื่อไม่คุ้นหู แต่มีใช้ในประเทศไทยอีกมากมาย

วันถัดมา อ. Kirk Person จาก SIL ได้ชวนผมไปเยี่ยม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ด้วยกัน ซึ่ง อ. เองเป็นแขกของสถาบันอยู่แล้ว ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้จาก ดร.มยุรี ถาวรพัฒน์ เกี่ยวกับ ศูนย์การศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤติ ซึ่งได้ทำงานกับภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย และทำเป็นแผนที่ภาษาขึ้น ตัวแผนที่ยังไม่ได้เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต แต่มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ซึ่งผมได้ดูแล้วก็ตื่นตาตื่นใจมากที่ได้ทราบว่า ประเทศไทยที่เราเคยทึกทักเอาว่าประชากรพูดภาษาไทยทั้งประเทศ หรือจะมีภาษาอื่นมาแซมบ้างก็เป็นแค่ภาษาจีน เขมร และมลายู กลับมีความหลากหลายของภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ ถึงกว่า 70 ภาษากระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ!

ภาษาพูดในประเทศไทยสามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ

  1. ภาษาตระกูลไท ได้แก่ ภาษาไทย ลาว ไทดำ คำเมือง ผู้ไท เป็นต้น
  2. ภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (มอญ-เขมร) ได้แก่ ภาษากูย/ส่วย ขมุ เขมร ชอง ซาไก ญัฮกุร บรู/ข่า ปะหล่อง มอญ ละเวือะ/ละว้า/ลัวะ เวียดนาม เป็นต้น
  3. ภาษาตระกูลจีน-ทิเบต ได้แก่ ภาษาก๋อง กะเหรี่ยง คะฉิ่น จีน จีนฮ่อ (ยูนนาน) บิซู พม่า มูเซอ ลีซอ อาข่า อึมปี เป็นต้น
  4. ภาษาตระกูลออสโตรเนเชียน (มาลาโยโพลิเนเซียน) ได้แก่ ภาษามลายู มอเก็น อูรักละโว้ย เป็นต้น
  5. ภาษาตระกูลม้ง-เมี่ยน ได้แก่ ภาษาม้ง เมี่ยน (เย้า)

ภาษาเหล่านี้ มีหลายภาษาที่กำลังจะตายถ้าไม่รักษาไว้ ที่สำคัญคือขาดการจดบันทึก ทำให้นิทานพื้นบ้านและภูมิปัญญาต่าง ๆ อยู่ในภาวะไร้ผู้สืบทอด และมีแต่จะสูญหายไปพร้อมกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ลาลับไป ศูนย์ฯ จึงได้ทำโครงการฟื้นฟูสำหรับภาษาเหล่านี้ โดยพยายามช่วยสร้างระบบการเขียน ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะลงเอยที่การใช้อักษรไทย เพราะเรียนรู้ได้ง่าย และสามารถโน้มนำมาสู่ภาษาไทยกลาง เพื่อโอกาสในการติดต่อสื่อสารในอนาคตของเด็ก ๆ

การใช้อักษรไทยเขียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย ก็จำเป็นต้องมีการประดิษฐ์อักขรวิธีเพิ่มเติมเพื่อแทนเสียงที่ไม่มีในภาษาไทย แต่ปัญหาก็คือ มาตรฐานภาษาไทยในคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน จะอ้างอิงกับ วทท 2.0 (ต่อมาคือ มอก. 1566-2541) ที่รองรับเฉพาะภาษาไทยเท่านั้น และจะกรองอักขรวิธีที่ไม่ใช่ภาษาไทยออกไป ทำให้แสดงผลภาษาชาติพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้ รวมถึงการป้อนข้อความก็จะกรองออกด้วย

ตัวอย่างอักขรวิธีพิเศษที่ วทท 2.0 ไม่รองรับ:

  • ภาษาเขมรถิ่นไทย (สุรินทร์):
    • ปั็วฮฺ (ไม้ไต่คู้เหนือไม้หันอากาศ)
    • ทฺ็อง (ไม้ไต่คู้พร้อมพินทุ)
    • เปฺิ็ว (สระอิพร้อมพินทุ, ไม้ไต่คู้เหนือสระอิ)
  • ภาษาช์อง (จันทบุรี):
    • ม็่อง (ไม้เอกเหนือไม้ไต่คู้)
    • การใช้ทัณฑฆาตเป็นวรรณยุกต์ ซึ่งอาจใช้ไม่ได้กับสระบางตัว
  • ภาษาไทดำ:
    • การใช้ยามักการเป็นวรรณยุกต์ ซึ่งอาจใช้ไม่ได้กับสระบางตัว
  • ภาษาญัฮกุร [อ่านว่า ญะกุ้น] (ชัยภูมิ):
    • เติ็ง (ไม้ไต่คู้เหนือสระอิ)
  • ภาษาอึมปี้ (บ้านดง):
    • การใช้ยามักการเป็นวรรณยุกต์ที่ 6 ซึ่งอาจใช้ไม่ได้กับสระบางตัว
    • การใช้สระอาพิเศษ ปัจจุบันใช้ขีดขวางเพิ่ม แต่อาจเปลี่ยนเป็นประพินทุใต้สระอาแทน ซึ่งไม่ว่าวิธีไหน วทท 2.0 ก็ไม่รองรับ
  • ภาษาละเวือะ:
    • การใช้ ' เป็น pre-glottalized (อาจต้องเลือกอักขระยูนิโค้ดเพื่อการนี้)
  • ภาษาละว้า (สุพรรณบุรี):
    • เฺ (สระเอประพินทุ เป็นเสียง เอย์)
  • ภาษาขมุ:
    • เอิ็- (สระเออะลดรูปแบบเสียงสั้น)
  • ภาษามลายูปาตานี:
    • ประพินทุใต้พยัญชนะเพื่อสร้างเสียงพยัญชนะใหม่
    • ขีดเส้นใต้พยัญชนะเพื่อสร้างเสียงพยัญชนะใหม่
    • ประพินทุใต้สระเพื่อสร้างเสียงสระใหม่ (รวมถึงสระบน-ล่างด้วย)
    • ใช้ tilde (~) บนพยัญชนะเพื่อสร้างสระนาสิก

เห็นได้ว่า หากจะรองรับภาษาเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องแก้ไข วทท และเราได้เคยมีการอภิปรายเรื่อง WTT 3.0 กันไปเมื่อปี 2551 แต่ได้เงียบไป และเมื่อไปคุยกับคนยูนิโค้ดเกี่ยวกับอักษรไทยทีไร เขาก็อ้างภาษาชาติพันธุ์เหล่านี้มาโดยตลอด ทำให้เราไม่สามารถอ้าง วทท 2.0 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะภาษาไทยได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อได้มาเห็นการใช้งานจริงอย่างนี้ ก็ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ถึงเวลาปัดฝุ่นโครงการ วทท 3.0 กันแล้วกระมัง?

ป้ายกำกับ:

28 กุมภาพันธ์ 2554

Esaan Language Tidbits

blog ที่แล้ว ได้เล่ามาถึงการนมัสการปรึกษาพระราชประสิทธิคุณ หรือหลวงพ่อสุนันท์ รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดเทพปูรณาราม ซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญอักษรธรรมอีสานท่านหนึ่ง ได้ไปพบท่านแล้ว ก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากท่าน รวมถึงเกร็ดภาษาอีสานมากมาย ถ้าไม่บันทึกไว้ก็คงจะลืมเลือนหายไป

ก่อนอื่น ท่านเล่าว่าท่านหัดอ่านอักษรธรรมตั้งแต่ยังเป็นสามเณรด้วยตนเองโดยไม่มีใครสอน! โดยท่านได้เห็นคัมภีร์บาลีในใบลานที่เป็นบทสวดที่ท่านรู้จัก ท่านก็แกะตัวอักษรต่าง ๆ พร้อมกับจับหลักอักขรวิธีเอาเอง จนในที่สุดก็อ่านได้หมด นับเป็นวิธีเรียนที่น่าทึ่งจริง ๆ

ในส่วนของประเด็นต่าง ๆ ของอักษรธรรมที่เรียนถามท่านนั้น ท่านก็แนะนำมาโดยมิได้ฟันธงเลือกแบบใดแบบหนึ่ง แต่เน้นไปที่การสังเกตรายละเอียดที่ยังขาด เช่น ตัวสะกดแม่กกแบบใช้จุดคู่ใต้บรรทัด รูปร่างพยัญชนะบางตัวที่สัดส่วนเพี้ยนไป หรือรูปร่างแบบที่ท่านคิดว่าเป็นที่นิยมกว่า ซึ่งตรงนี้ก็น้อมรับนำมาปรับปรุงต่อไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากเรื่องอักษรธรรมซึ่งถือว่าสำคัญเหมือนกัน คือความรู้เรื่องภาษาอีสาน ผมพยายามจับประเด็นเท่าที่จำได้ (เพราะไม่ได้จดเลย) มาเป็นข้อ ๆ ดังนี้:

การสะกดคำอีสาน

ท่านเห็นว่า การสะกดคำอีสานด้วยอักษรไทยในปัจจุบันที่มักเขียนในรูปที่ถ่ายเสียงวรรณยุกต์ตามสำเนียงกรุงเทพฯ มาเรียบร้อยแล้ว เช่น เขียนคำที่หมายถึงลูกคนสุดท้องว่า "ลูกหล่า" แทนที่จะเขียนว่า "ลูกหล้า" แล้วค่อยผันวรรณยุกต์เวลาอ่านเอา เพราะคำว่า "หล่า" นั้น ถ้าอ่านด้วยสำเนียงอีสานจะผันวรรณยุกต์เป็น [ลา^] (เสียงสามัญสูง) ซึ่งแปลว่า "เจื่อน" เช่น "หน้าหล่า" [หน่า-ลา^] (เอก,สามัญสูง) แปลว่าหน้าเจื่อนหรือหน้าเสีย แต่ถ้าจะหมายถึงลูกคนสุดท้อง ต้องเขียนเป็น "ลูกหล้า" แล้วอ่านออกเสียงเป็น [ลูก_-หล่า] (โทต่ำ,เอก) เอา ซึ่งคำว่า "หล้า" นี้ จะตรงกับคำไทยกลางว่า "ล่า" ที่แปลว่าช้า เช่น "คือมาหล้าแท้" จะหมายถึง "ทำไมมาช้าจัง" และคำว่า "ลูกหล้า" ก็หมายถึง "ลูกคนล่า(สุด)" หรือลูกคนสุดท้องนั่นเอง

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ผมเคย ตั้งข้อสังเกตไว้ พร้อม วิเคราะห์สำเนียงขอนแก่นเป็นตัวอย่าง โดยได้นำเสนอครั้งแรกใน Lang4Fun เมื่อราว 6 ปีที่แล้ว จากนั้น เวลาเขียน blog ที่ Lang4Fun ผมก็ได้ใช้หลักการนี้มาตลอด โดยในระยะแรกผมจะเขียนคำอ่านกำกับไว้เผื่อผู้ที่ไม่คุ้นเคย แต่หลัง ๆ คิดเอาเองว่าผู้อ่านคงเริ่มคุ้นเคยแล้วก็ไม่ได้เขียนคำอ่านกำกับ ก็ปรากฏว่ามีผู้มาทักท้วงว่าเสียงไม่ถูกต้อง เช่น ในความเห็นท้ายคำว่า ไหง่ และ ดุ, ฮ้าย เป็นการแสดงให้เห็นว่า ยังมีคนอีสานจำนวนมากที่เขียนคำอีสานแบบใส่สำเนียงอ่าน แทนที่จะเขียนรูปคำให้ผู้อ่านผันเอา ซึ่งการเขียนแบบใส่สำเนียงอ่านจะมีความลักลั่นหลายประการ ดังที่ผมได้อธิบายไปในบทความนั้น ซึ่งก็ปรากฏว่าหลวงพ่อท่านก็กังวลเรื่องเดียวกันนี้เหมือนกัน แต่ท่านคงพูดเรื่องนี้มานานแล้ว จากความสนใจในเรื่องภาษามาตลอดชีวิตของท่าน ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้รับแรงบันดาลใจจากผู้รู้ ช่วยให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกต้องแล้ว (ครั้งแรกที่ได้พบความเห็นเช่นนี้จากผู้รู้ ก็คือ ความเห็นของครูวัฒน์ จากโรงเรียนสว่างวีระวงศ์ ในท้ายบทความที่ผมเขียน)

เสียง ญ และ ย

เมื่อได้พูดถึงเรื่องการสะกดและผันวรรณยุกต์อีสานแล้ว ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่ท่านจะพูดถึงเสียง ญ และ ย ที่มักจะสร้างความสับสนงุนงงให้กับผู้ที่ฝึกพูดภาษาอีสาน เพราะในภาษาอีสานนั้น นอกจากการออกเสียงนาสิกที่ต่างกันแล้ว พยัญชนะทั้งสองตัวนี้ยังถือว่าอยู่คนละหมู่ในไตรยางศ์ ทำให้ผันวรรณยุกต์ต่างกันอีกด้วย

ในภาษาไทยเก่านั้น มีเสียงที่คล้ายกันอยู่สี่หน่วยเสียง คือ ญ, ย, หญ และ อย ซึ่งเดิมจะออกเสียงต่างกัน ไม่ใช่เหมือนกันไปหมดเหมือนในปัจจุบัน ความจริงใน blog เรื่อง On Thai Old Language ผมควรจะได้เล่าเรื่องนี้ด้วย แต่ก็ไม่ได้เล่า กล่าวคือ เสียง ญ นั้นจะตรงกับ /ñ/ (เสียง ย + นาสิก), เสียง ย ตรงกับ /j/ (ย ปัจจุบัน), เสียง หญ ตรงกับ /hñ/ (เสียง ฮ ตามด้วย ย + นาสิก), เสียง อย ตรงกับ /Ɂj/ (อ ตามด้วย ย) แล้วต่อมาจึงกลืนเสียงเข้าด้วยกันหมดกลายเป็นเสียง ย /j/ แบบเดียว

สำหรับภาษาลาว/อีสานนั้น จะมีหน่วยเสียงต่างกันสองหน่วยเสียง คือ ญ กับ อย ซึ่งอักษรลาวจะแทนเสียง ญ ด้วย ຍ (ຍ ຍຸງ) และแทนเสียง อย ด้วย ຢ (ຢ ຢາ) โดย ຍ ຍຸງ จะมีเสียงออกจมูก และผันวรรณยุกต์เหมือนอักษรต่ำ ส่วน ຢ ຢາ จะไม่มีเสียงออกจมูก และผันวรรณยุกต์เหมือนอักษรกลาง

ท่านยกตัวอย่างชื่ออำเภอสองอำเภอ คือ "เชียงยืน" กับ "พระยืน" คำว่า "ยืน" ในทั้งสองชื่อนี้เป็นคนละคำ ออกเสียงต่างกัน และความหมายก็ต่างกันด้วย "ยืน" ใน "เชียงยืน" จะเป็นเสียง "ญืน" (ຍືນ, ออกเสียงว่า [ญื่น]) แปลว่ายาวนาน เหมือนในคำว่า "ยั่งยืน" ส่วน "ยืน" ใน "พระยืน" นั้น จะเป็นเสียง "อยืน" (ຢືນ, ออกเสียงว่า [หยื่น]) หมายถึงกิริยาเอาเท้าเหยียบพื้นตั้งตัวตรงขึ้นไป ซึ่งในภาษาไทยสมัยเก่าก็เขียนคำว่า "ยืน" คำหลังนี้เป็น "อยืน" เช่นกัน ก่อนที่จะกลืนเสียงเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับเปลี่ยนตัวสะกดกลายเป็นคำพ้องทั้งรูปทั้งเสียงในปัจจุบัน

ภาษาไทยปัจจุบัน มีคำที่ใช้ อย เหลือเพียงสี่คำ คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก แต่ในภาษาเก่าคงมีเยอะกว่านี้มาก ซึ่งอาจสืบประวัติได้จากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ในสำเนียงภาษาถิ่นต่าง ๆ นี่เอง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือชื่อต้นไม้สองชนิด คือต้นยางนากับต้นยางพารา ต้นยางนานั้น ใช้ ຍ ຍຸງ จึงเขียนเป็น "ต้นญาง" ออกเสียงว่า [ต้น_-ญ่าง] (โทต่ำ,โท+นาสิก) แต่ถ้าเป็นต้นยางพารา ใช้ ຢ ຢາ เขียนเป็น "ต้นยาง" หรือ "ต้นอยาง" ออกเสียงว่า [ต้น_-หย่าง] (โทต่ำ,เอก+ไม่นาสิก)

ตัวอย่างถัดมาอีก คือคำว่า "ยาย" ที่หมายถึงแม่ของแม่นั้น ใช้ ຍ ຍຸງ จึงเขียนเป็น "ญาย" ออกเสียงว่า [ญ่าย] แต่อีกคำคือ "ยาย" ที่หมายถึงกระจัดกระจาย หรือกระจายของออกจากกัน ใช้ ຢ ຢາ เขียนเป็น "ยาย" หรือ "อยาย" ออกเสียงว่า [หย่าย]

หมายเหตุ: เสียงอักษรกลางรูปสามัญในบางสำเนียง ไม่ได้ผันเป็นเสียงเอก แต่ใช้เสียงสามัญก็มี เช่น อฺยืน, อฺยาง, อฺยาย อาจจะออกเสียงเป็น [ยืน], [ยาง], [ยาย] ไปเลย ไม่ใช่ [หยื่น], [หย่าง], [หย่าย] เหมือนสำเนียงขอนแก่น

เกร็ดเบ็ตเดล็ด

  • ชื่อ "บ้านสงเปือย" นั้น บางคนพยายามจับแต่งไทยเป็น "บ้านสงฆ์เปลือย" ซึ่งผิดความหมายไปไกล ที่ถูกนั้น ควรรักษาคำเดิมไว้ คำว่า "สง" ในภาษาอีสานหมายถึงป่า ส่วน "เปือย" หมายถึงไม้ชนิดหนึ่งที่เปลือกลอกล่อนได้ (เปิดพจนานุกรมแล้ว หมายถึงต้นตะแบก) ดังนั้น "บ้านสงเปือย" จึงหมายถึง "บ้านป่าตะแบก"
  • ข้าวมื้อเช้านั้น อีสานเรียก "เข้างาย" (เข้า = ข้าว; งาย = เช้า) และจะมีคำขยายเพิ่มได้ ถ้า "งายเงย" จะหมายถึงกินข้าวเช้าสายกว่าเวลาปกติ แต่ถ้า "งายตาเหลือก" หมายถึงกินสายจนหิวข้าวตาลายหมดแล้ว
  • ทางเมืองเหนือ เรียกเณรว่าพระ เรียกพระว่าตุ๊ แต่ทางอีสาน เรียกพระว่าพระเหมือนภาษากลาง แต่จะเรียกเณรว่า "จั่ว" [จัว^]
  • "หลัว" [หลัว] หมายถึงไม้ฟืนขนาดเล็ก ที่เผาแล้วเหลือแต่ขี้เถ้า ไม่เป็นถ่าน เช่น หลัวไม้ไผ่
  • "ขี้ซี" [ขี่-ซี่] หมายถึงชันที่ใช้ยาชะลอมใส่น้ำ ซึ่งชะลอมที่ยาชันนี้เรียกว่า "คุ"
  • "กะบอง" [กะ-บ่อง] หมายถึงขี้ไต้ที่ห่อมัดเป็นท่อนพร้อมใช้ มีคัมภีร์ใบลานบางฉบับ จะจบเรื่องด้วยการบอกว่า กะบองจะหมดแล้ว ไม่มีไฟให้แสงสว่างแล้ว จึงขอจบเรื่องเพียงเท่านี้
  • "โพน" [โพ่น] หมายถึงจอมปลวกที่เป็นมูลดินขึ้นมา ซึ่งดินจอมปลวกนี้มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้งาม นาผืนไหนมีจอมปลวกมักเป็นที่ต้องการ ถ้าเป็นเนินดินที่ใหญ่หน่อยจะเรียก "โนน" [โน่น] แต่ถ้าเป็นเนินกว้างจะเรียก "มอ" [ม่อ]
  • ผญาทายปริศนา: อะไรเอ่ย ขี้ซ้างซอด ขี้มอดคา? (ใหญ่เหมือนขี้ช้างจะทะลุลอดได้ แต่ถ้าเล็กเหมือนขี้มอดจะทะลุไม่ได้)..... (เฉลย: ใยแมงมุม)
  • "กั้ว" [กั้ว_] หมายถึง รบกวน เช่น "อย่ามากั้วแถวนี้ ไปพู้นเลย"
  • "คั่ว" [คัว^] หมายถึง ควานหา เช่น "อย่าให้หนอนไปกั้ว แมงวันเข้าคั่ว" (อย่าให้หนอนเข้ามารบกวน จนแมลงวันบินควานไปทั่ว)
  • "บาย" [บ่าย] ที่หมายถึงลูบนั้น ในบางครั้งก็หมายถึงตีหรือกำราบ เช่น "กูสิบายมึงจั๊กบาด" หมายถึงจะตีให้ได้สักครั้ง

นี่บันทึกเท่าที่จำได้ ยังมีอีกมากที่จำมาไม่หมด เพราะตลอด 3-4 ชั่วโมงที่สนทนากับท่านนั้น ความรู้พรั่งพรูมาไม่หยุด ถ้ามีโอกาสไปกราบท่านอีกครั้งคงต้องเตรียมสมุดไปจด หรือเตรียมอัดเสียงท่านไว้เลย :-)

ส่งท้าย

เกี่ยวกับอักษรธรรมนั้น ท่านได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือการปรับใช้การเขียนบาลีแบบประพินทุในอักษรไทย กลับไปใช้กับอักษรธรรม เพื่อให้เขียนได้โดยไม่ต้องใช้ตัวเฟื้อง ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ

ต้องเท้าความนิดหนึ่ง ว่าสมัยก่อนนั้นจะไม่ใช้อักษรไทยเขียนภาษาบาลี แต่จะใช้อักษรขอมหรืออักษรธรรมเท่านั้น ยกเว้นการเขียนแบบทับศัพท์หรือคำยืม ก็เหมือนกับการใช้ตัวโรมันเขียนภาษาอังกฤษแบบไม่ทับศัพท์ในปัจจุบันนั่นเอง ที่ไม่ใช้อักษรไทยก็เพราะอักษรไทยไม่มีตัวเฟื้อง เขียนพยัญชนะซ้อนตามแบบอักษรอินเดียไม่ได้ จนกระทั่งมีการริเริ่มใช้พินทุเพื่อประเชื่อมพยัญชนะซ้อนในสมัย ร.๕ เช่น คำว่า ปุปฺผา เป็นการใช้พินทุเชื่อมพยัญชนะซ้อน ปฺผ ของวรรคปะ ซึ่งถ้าเขียนด้วยอักษรอินเดีย จะต้องเขียน ผ ด้วยตัวเฟื้องหรือสังโยคซ้อนใต้ ป แต่อักษรไทยไม่มีตัวเฟื้อง ก็ใช้พินทุประที่ตำแหน่งเฟื้องไว้แทน เมื่อมีวิธีเขียนแบบนี้ ก็ทำให้เริ่มมีการใช้อักษรไทยเขียนภาษาบาลี-สันสกฤตจนแพร่หลาย จนเข้าแทนที่อักษรขอมและอักษรธรรมในปัจจุบัน

ทีนี้ แนวคิดที่ท่านคิดเพิ่มเติม ก็คือนำหลักการประพินทุนี้ กลับไปใช้ในอักษรธรรม กลายเป็นการสร้างอักขรวิธีแบบใหม่สำหรับเขียนภาษาบาลี โดยเป็นอักษรธรรมแบบไม่มีตัวเฟื้อง ก็นับเป็นการริเริ่มที่น่าสนใจไม่น้อย

ป้ายกำกับ:

26 กุมภาพันธ์ 2554

Lao/Esaan Tham Script Issues

จากที่ได้เขียนถึง โครงการอักษรอีสาน ไป และได้ร่าง รายละเอียดโครงการ พร้อมกับสร้าง โครงการโคตรบูรณ์ที่ Sourceforge เพื่อดูแลและเผยแพร่ซอร์ส ก็ได้เริ่มทำฟอนต์อักษรธรรมอีสาน/ลาว โดยอาศัย ฟอนต์ของ อ.สานิตย์ โภคาพันธ์ เป็นจุดเริ่มต้น

ฟอนต์ของ อ.สานิตย์ นั้น รูปร่างตัวอักษรดูสวยงาม เพียงแต่ยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบยูนิโค้ด จึงเริ่มด้วยการคัดลอก glyph มาลงในช่องตารางยูนิโค้ด จากนั้นก็ปรับเส้นตัวอักษรให้สม่ำเสมอกัน แล้วจึงเริ่มมาพิจารณาเรื่องของอักขรวิธี ซึ่งผลล่าสุดก็คืออย่างนี้:

Lao/Esaan Tham Sample Text

ภาพนี้สร้างจากตัวอย่างข้อความที่เก็บแบบ visual order ซึ่งยังไม่ตรงตามมาตรฐานยูนิโค้ด เพราะเพียงต้องการทดสอบการจัดเรียงอักขระเท่านั้น ถ้าจะวาดข้อความที่อยู่ในลำดับที่ยูนิโค้ดกำหนด ก็จะต้องเพิ่มกฎการสลับลำดับให้เป็น visual order เสียก่อน

อย่างไรก็ดี เรื่องของอักขรวิธีก็ยังมีหลายประเด็นที่หาข้อยุติไม่ได้ เนื่องจากหลายตำราพูดต่างกัน ตัวอย่างเช่น:

  • ถ ฐ พ เฟื้อง ในอักษรล้านนาจะใช้ ฐ พ เฟื้องรูปเดียวกัน ส่วน ถ เฟื้องใช้เหมือนตัวเต็ม แต่สำหรับอักษรธรรมล้านช้าง จะแยกเป็นหลายตำรา โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น:
    • อ.วัฒน ศรีสว่าง (อุบลราชธานี) แสดงไว้ในหน้า 5, 9 ว่า ถ เฟื้อง และ ฐ เฟื้อง มีรูปร่างเหมือนกัน แต่ต่างจาก พ เฟื้อง โดย ถ/ฐ เฟื้อง จะตวัดสั้น แต่ พ เฟื้อง จะตวัดหางตัดเส้นตั้งเลยออกไปทางขวา (อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ อ.โสรัจ นามอ่อน)
    • พระยาหลวงมหาเสนา (ผูย) (ส.ป.ป. ลาว) แสดงไว้ในหน้า ๔ (PDF หน้า 19) ว่า ถ ฐ พ เฟื้องนั้น ต่างกันทั้งสามตัว โดย ถ เฟื้องตวัดน้อยที่สุดแต่มีหัวกลมทางขวา, ฐ เฟื้องไม่มีหัวและตวัดงอเข้ามาหน่อย และ พ เฟื้องตวัดตัดเส้นตั้งเลยไปทางขวาเหมือนของ อ.วัฒน
    • โครงการอนุรักษ์ใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใช้ ถ ฐ พ เฟื้องเป็นรูปเดียวกันทั้งหมด โดยรูปร่างเหมือนกับ ฐ เฟื้อง ของสองเอกสารข้างต้น
    • หนังสือ อักษรไทยโบราณ ของ อ.ธวัช ปุณโณทก (สนพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2549) แสดงไว้ในหน้า 230 เป็นลายมือเขียนหวัด ซึ่งตัดสินลำบาก แต่ดูเหมือนจะเป็นมติเดียวกับ อ.วัฒน
  • นอกจากเรื่องรูปร่างที่มีหลายมติแล้ว เรื่องอักขรวิธีของ ถ ฐ พ เฟื้อง ก็พบว่ามีรายละเอียดแตกต่างกันไปอีก โดยสังเกตได้จากเอกสารของ อ.วัฒน และพระยาหลวงมหาเสนา (ผูย) คือ:
    • อ.วัฒน แสดงไว้ในหน้า 11 ว่า ฐ เฟื้อง จะใช้รูปเฟื้องก็ต่อเมื่อซ้อนอยู่ในพยัญชนะซ้อน ฏฺฐ เท่านั้น ถ้าอยู่ใน ณฺฐ จะใช้รูปเหมือนรูปเต็ม; และ ถ เฟื้อง ก็ทำนองเดียวกัน คือจะใช้รูปเฟื้องก็ต่อเมื่ออยู่ในพยัญชนะซ้อน ตฺถ เท่านั้น ถ้าอยู่ใน นฺถ จะใช้รูปเหมือนรูปเต็ม; ส่วน พ เฟื้องนั้น ใช้รูปเฟื้องเสมอทุกกรณี
    • พระยาหลวงมหาเสนา (ผูย) ก็แสดงไว้ทำนองเดียวกันในหน้า ๓๒ (PDF หน้า 47) แต่แตกต่างในกรณี ฐ เฟื้อง โดยจะใช้รูปเฟื้องทุกกรณี ไม่ว่าจะอยู่ใน ฏฺฐ หรือ ณฺฐ จึงเหลือกรณีที่ใช้สองรูปเพียง ถ เฟื้องเท่านั้น
  • เอกสารของพระยาหลวงมหาเสนา (ผูย) แสดงไว้ในหน้า ๓ (PDF หน้า 18) ว่า ช เฟื้อง ใช้รูปคล้ายสระออ ในขณะที่เอกสารอื่นไม่ปรากฏตัวเฟื้องนี้
  • ใน บล็อคอักขระ Tai Tham ของยูนิโค้ด ยังมีเครื่องหมายวรรคตอนที่หาข้อมูลไม่ได้ ว่าอักษรธรรมล้านช้างใช้รูปไหน คือ เวียง, เวียงวาก, สวรรค์, เกี้ยว, หอย, ดอกไม้, ณ ตะแคง, คั่น, คั่นคู่, ซัดคั่น, ซัดคั่นคู่, หาง, ช้าง

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าจะปรับใช้อักษรธรรมในแบบร่วมสมัย ก็คงต้องเลือกเอาแบบใดแบบหนึ่งเป็นบรรทัดฐาน แต่ผมคงไม่สามารถเลือกเองได้ เพราะประสบการณ์น้อยเกินไป แต่ก็ได้พยายามวินิจฉัยเท่าที่ปัญญาจะมีไปแล้ว แต่ก็ควรปรึกษาผู้รู้เพื่อยืนยันให้แน่ใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องหมายวรรคตอนที่ผมไม่มีข้อมูลเลย

ท่านแรกที่ได้ไปปรึกษาคือ พระราชประสิทธิคุณ (สุนันท์ สุภาจาโร ป.ธ.๗ พธ.บ.) รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดเทพปูรณาราม ที่ปรึกษารองอธิการบดี ม.มจร. วิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้เรื่องอักษรธรรมแล้ว ยังได้เกร็ดความรู้ภาษาอีสานอีกมากมาย ไว้เขียนต่อใน blog หน้า

Update (2011-02-28 18:20+0700): ซ่อมรูปภาพที่เสียเนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บรูปดาวน์อยู่

ป้ายกำกับ: ,

04 กุมภาพันธ์ 2554

On Thai Old Language

ได้อ่านเกี่ยวกับภาษาไทยโบราณ ได้พูดไปบ้างใน Facebook ก็สมควรบันทึกไว้บน WWW ที่เป็นสาธารณะและสืบค้นได้ด้วย

ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่เสมอ โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา การศึกษาที่มีก็ไม่ได้เป็นระบบระเบียบ รวมทั้งท้องถิ่นต่าง ๆ ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันทั่วถึงอย่างทุกวันนี้ ภาษาที่ใช้ในถิ่นต่าง ๆ จึงหลากหลาย การบันทึกจดจารก็คงไม่ได้เป็นระบบแบบแผนเหมือนทุกวันนี้ แต่ความจำเป็นที่ต้องสื่อสารกันให้รู้เรื่อง ก็ทำให้ภาษายังคงมีระเบียบบางอย่างกำกับอยู่บ้าง การแปรเปลี่ยนของคำจึงเป็นการเปลี่ยนอย่างช้า ๆ ตามกาลเวลา หาใช่ด้วยความจงใจ

ได้อ่านหนังสือ วิวัฒนาการของภาษาไทย โดย ดร.ราตรี ธันวารชร สนพ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านได้ศึกษาเปรียบเทียบภาษาไทยสมัยสุโขทัยกับภาษากรุงเทพฯ ปัจจุบัน มีประเด็นน่าสนใจมากมาย คัดมาเพียงบางส่วนดังนี้:

พยัญชนะ ฃ ฅ

พยัญชนะ ฃ และ ฅ ปัจจุบันไม่มีที่ใช้แล้ว แม้จะมีผู้พยายามรื้อฟื้นกลับมาใช้ โดยส่วนใหญ่จะเป็น ฅ โดยใช้สะกดคำว่า ฅน แต่ทราบหรือไม่ว่าคำว่า คน นี้ ไม่เคยสะกดด้วยพยัญชนะ ฅ มาก่อนเลยในอดีต

สมัยก่อน เสียงพยัญชนะ ฃ และ ฅ น่าจะออกเสียงต่างจาก ข และ ค ที่รับมาจากภาษาบาลีผ่านทางเขมร โดย ดร. ฟังกวย ลี (李方桂) นักภาษาศาสตร์ชาวจีนที่ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาษาตระกูลไทถิ่นต่าง ๆ ได้ให้ข้อสังเกตว่า ภาษาไทบางถิ่นยังคงออกเสียง ฃ ต่างจาก ข และ ฅ ต่างจาก ค เช่น ไทขาว, ไทลื้อ, ไทไต้คง, ไทลุงโจว และเสียง ฃ กับ ฅ เป็นเสียงภาษาไทยแท้ที่ไม่มีในบาลีสันสกฤต จึงต้องมีอักษรเติมมาช่วยเขียน (ในทำนองเดียวกับ ฎ ด บ ฝ ฟ)

ดร. ฟังกวย ลี จัดเสียงพยัญชนะทั้งสี่ดังนี้:

  • ข /kh/ เสียงกัก ไม่ก้อง มีลม เกิดที่ฐานเพดานอ่อน
  • ฃ /x/ เสียงเสียดแทรก ไม่ก้อง เกิดที่ฐานเพดานอ่อน
  • ค /g/ เสียงกัก ก้อง เกิดที่ฐานเพดานอ่อน
  • ฅ /ɣ/ เสียงเสียดแทรก ก้อง เกิดที่ฐานเพดานอ่อน

บทความจากราชบัณฑิตยสถาน อ้างถึงบทความของ ศ.ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล ว่าเสียง ฃ และ ฅ นั้น เป็นเสียงที่เกิดลึกเข้าไปหลังเพดานอ่อน คือลึกกว่า ข กับ ค ที่โคนลิ้นยังแตะแค่ที่เพดานอ่อน (ลองออกเสียงดูคงคล้ายเสียงขากเสลด)

คำที่สะกดด้วย ฃ ในสมัยสุโขทัย ได้แก่ ฃึ้น เฃ้า(ย้ายไปข้างใน) ฃุน ฃาย ฃอ(ตะขอ) ฃ้า(=ฆ่า เป็นคนละคำกับ ข้า ที่แปลว่าผู้อยู่ใต้ปกครอง) หมากฃาม(มะขาม) ฃับ(ร้อง) เฃา(ภูเขา) ฃวา แฃวน

คำที่สะกดด้วย ฅ ในสมัยสุโขทัย ได้แก่ ฅำ(เวียงคำ) ฅุ้ม แฅว ฅวาม ฅอ ฅ้อน ฅา(ขวางอยู่) ฅาบ(เวลา) ฅืน(ค่ำ)

สำหรับคำว่า เฃ้า (ย้ายไปข้างใน) นี้ ถ้าเขียนด้วย ข เป็น เข้า ในสมัยก่อนจะหมายถึงคำว่า ข้าว ของภาษาปัจจุบัน ต่อมามีการยืดเสียงสระออกเป็น ข้าว ดังนั้น เมื่อเลิกใช้ ฃ แล้วสะกด เฃ้า เป็น เข้า แทน จึงไม่กลายเป็นคำพ้องรูป

คำว่า ฃ้า (ทำให้ตาย) ก็คล้ายกัน เป็นคนละคำกับ ข้า ที่หมายถึงผู้อยู่ใต้ปกครอง พอเลิกใช้ ฃ คำนี้ก็เปลี่ยนมาสะกดด้วย ฆ เป็น ฆ่า แทน

คำว่า ฃับ จะใช้กับการขับร้อง แต่ถ้าใช้ ข สะกดเป็น ขับ จะหมายถึงการขับไล่

เสียง ฃ และ ฅ คงกลืนหายไปกับเสียง ข และ ค (ซึ่งเดิม ข กับ ค ก็ออกเสียงต่างกัน แต่ก็กลืนหายเข้าด้วยกันเหมือนกัน) แล้วก็ค่อย ๆ ใช้น้อยลง ๆ จนกระทั่งถูกตัดทิ้งไปสมัยสร้างพิมพ์ดีดแล้วปุ่มพิมพ์ดีดมีไม่พอ ทำให้ถูกยกเลิกไปกลาย ๆ

นอกจากนี้ เสียงพยัญชนะอื่น ๆ ที่เราเห็นว่าออกเสียงเหมือนกัน เช่น กลุ่ม {ณ-, หน-, น-} หรือ {อย-, ย-, ญ-}, {ฎ-, ต-} เมื่อก่อนก็ออกเสียงต่างกัน จนกระทั่งเกิดการกลืนเสียงเข้าด้วยกัน กลายเป็นภาษากรุงเทพฯ ปัจจุบัน โดยปัจจุบันมีแนวโน้มว่าเสียง ร อาจจะถูกกลืนเข้ากับเสียง ล ด้วย การกลืนเสียงเหล่านี้ทำให้เราคิดว่าพยัญชนะมีซ้ำซ้อนหลายชุด แต่ถ้าได้ศึกษาภาษาไทถิ่นต่าง ๆ โดยละเอียด จะพบว่าในบางถิ่นทุกวันนี้ก็ยังออกเสียงพยัญชนะเหล่านี้ต่างกัน เช่น กรณีเสียง ฃ ฅ ในไทขาวของเวียดนาม, เสียง ญ นาสิกในภาษาอีสาน เป็นต้น

ไม้ม้วนกับไม้มลาย

ไม่ใช่แค่พยัญชนะ สระก็มีเสียงที่ปัจจุบันซ้ำซ้อนกัน คือ ไม้ม้วนกับไม้มลาย แต่จากการศึกษาภาษาไทถิ่นต่าง ๆ พบว่าในบางถิ่นยังออกเสียงสระสองตัวนี้ต่างกัน จึงทำให้สันนิษฐานว่าภาษาไทยสมัยสุโขทัยก็อาจออกเสียงสระสองตัวนี้ต่างกันด้วย

ไม้มลายนั้น เป็นสระบาลีสันสกฤต ภาษาไททุกถิ่นจะออกเสียงเป็น ไอ /ai/ หรือ /aj/ เหมือนกันหมด แต่ไม้ม้วนไม่มีในบาลีสันสกฤต เป็นสระที่ประดิษฐ์เพิ่มเพื่อใช้แทนเสียงสระของคำไทยแท้ ภาษาไทยบางถิ่นยังคงออกเสียงต่างจากไม้มลาย เช่น ไทใหญ่ ออกเสียงเป็น /aaɯ/ (อา-อือ) ไทดำ ออกเสียงเป็น /əɯ/ (เออ-อือ) และผู้ไท ออกเสียงเป็น /ɤɤ/ (เออ)

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนเสียงสระในลักษณะต่าง ๆ อีก เช่น:

  • ญีง เป็น หญิง
  • ญีน เป็น ยิน
  • อย้าว เป็น เหย้า
  • พู่ง เป็น พุ่ง
  • เข้า เป็น ข้าว
  • จี่ง เป็น จึ่ง
  • แล้ เป็น ละ
  • (แม่น้ำ)ของ เป็น โขง
  • โนน เป็น นอน
  • โสง เป็น สอง
  • โอก เป็น ออก
  • สูด เป็น สวด
  • ช่อย เป็น ช่วย
  • หลวก เป็น หลัก
  • เงือน เป็น เงิน
  • เถิง เป็น ถึง
  • เสือก เป็น เสิก และเป็น ศึก

ซึ่งคำเหล่านี้ จะพบว่ามีหลายคำที่ภาษาถิ่นยังคงรักษาเสียงเดิมไว้ เช่น แม่ญีง, เข้า, ช่อย (ซ่อย) บางคำก็มีใช้ทั้งสองรูป เช่น เพิ่ง กับ พึ่ง

ความหมายของคำ

คำบางคำก็เพี้ยนความหมายจากเดิม เช่น:

  • แกล้ง เดิมหมายถึง ตั้งใจทำ เช่น งามฎั่งแกล้งแฏ่ง หมายถึงงานเหมือนตั้งใจประดิดประดอยแต่งไว้ ปัจจุบันหมายถึง จงใจทำแบบไม่จริงใจ เช่น แกล้งทำเป็นดีด้วย
  • แพ้ เดิมหมายถึง ชนะ ส่วนคำที่แปลว่า ไม่ชนะ จะใช้คำว่า พ่าย เช่น ตนกูพู่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี

ไว้เจออะไรสนุก ๆ แล้วจะมาบันทึกอีก :-)

Update (2011-02-04 16:14+0700): แก้คำอธิบายเรื่อง แกล้ง ให้ชัดเจนขึ้น

ป้ายกำกับ:

25 กรกฎาคม 2553

Some Remarks on Thai Orthography

มีข้อสังเกตเกี่ยวกับอักขรวิธีภาษาไทยมานาน ว่าทำไมไม่เป็นอีกแบบหนึ่ง วันนี้นึกอยากรวบรวมประเด็นเอาไว้ ที่พอจะนึกได้ตอนนี้ก็มี 3 เรื่องคือ

ตัดเชิง ญ ฐ

อักษรไทยเกือบทั้งหมดสามารถเขียนได้ในจรดเดียว จะมียกเว้นอยู่บ้างก็คือ ญ ฐ ศ ษ ส แต่สามตัวหลัง คือ ศ ษ ส นั้น เวลาเขียนยังพอหวัดให้เป็นจรดเดียวได้ แต่ ญ ฐ นั้นหวัดยาก ยังไงก็ต้องจรดปากกา 2 ครั้ง แถมยังลักลั่นเวลามีสระล่างต้องคอยตัดเชิงด้วย เช่นในคำว่า กตัญญู ทิฏฐุชุกรรม ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเสนอให้ตัดเชิงของพยัญชนะทั้งสองออกเสีย

ผมเคย blog เกี่ยวกับคำอธิบายของจิตร ไว้ ซึ่งจิตรได้วิเคราะห์ที่มาของการใส่เชิง ญ หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง เมื่อคนไทยกลับไปรับอิทธิพลอักษรขอมอีกครั้ง เพราะอักษรขอมนั้น เส้นตวัดล่างของ ญ มีความสำคัญมาก ถ้า ญ (ញ) ไม่มีเส้นตวัดล่าง จะสับสนกับพยัญชนะอื่น (คือกลายเป็น ពា = พา) ทำนองเดียวกับหาง ศ ษ และ ส ของไทยที่ถ้าหายก็ความหมายเปลี่ยน คนไทยสมัยก่อนที่เขียนอักษรขอมจนเคยจึงติดมาใช้กับอักษรไทยไปด้วย ทั้งที่ ญ ไม่มีเชิงของไทยนั้นไม่ได้ซ้ำกับอักษรอื่นเลย

ส่วน ฐ ซึ่งเป็นการเขียนรูปเต็ม ឋ กับรูปเชิง ្ឋ ของขอมซ้อนกันเป็น ฐฐ นั้น เนื่องจากไม่พบเอกสารที่จิตรเขียนไว้ จึงไม่ทราบที่มาที่ไป แต่น่าจะใช้หลักคิดทำนองเดียวกันได้

ด้วยเหตุผลเรื่องที่มาที่ไปของรูปร่างอักษร เรื่องความลักลั่นของการตัดเชิง ประกอบกับในปัจจุบันเรามีแนวปฏิบัติในการเขียนภาษาบาลี-สันสกฤตโดยจะเขียน ญ ฐ แบบไม่มีเชิงอยู่แล้ว ทำไมไม่ประยุกต์ใช้กับภาษาไทยทั่วไปบ้าง?

ประพินทุกำกับอักษรนำและอักษรควบกล้ำ

เราพบตัวอย่างความกำกวมมามากแล้วที่เล่นกับเรื่องอักษรนำและตัวควบกล้ำ เช่น

  • เพลา อ่านว่า "เพฺลา" หรือ "เพ-ลา"?
  • เคลิบเคลิ้ม ที่กลายเป็นมุขให้มาเล่นกันเป็น "เค-ลิบ-เค-ลิ้ม" (มุขตลกไม่ใช่ไม่ดี แค่ยกตัวอย่างสิ่งที่พบเจอเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้น)
  • พระพรหมา ที่เวลาเจอในหนังสือ แอบอ่านในใจเป็น "พระ-พร-หมา" ทุกที
  • ชื่อตัวละครจีนอย่าง "เตียวเหง" ในเรื่องไซ่ฮั่น ควรจะอ่านว่า "เตียวเง๋" หรือ "เตียวเฮ๋ง" ดี? (ขออภัยครูภาษาไทยที่ใช้ไม้จัตวากับอักษรต่ำในที่นี้ แต่จำต้องใช้เพื่อความสะดวกในการบรรยายเสียงอ่าน)

ตัวอย่างบางอันข้างต้นเรารู้คำอ่านได้จากรูปคำหรือบริบท แต่อย่างชื่อ "เตียวเหง" นี่ ไม่มีข้อมูลจะให้เดาจริง ๆ

เรื่องอักษรนำและควบกล้ำนี้ ภาษาประเทศเพื่อนบ้านเราเขามีวิธีเขียนที่ไม่กำกวม เช่น อักษรเขมรและอักษรธรรมล้านนาจะเขียนตัวควบกล้ำและพยัญชนะซ้อนเป็นรูปย่อไว้ใต้อักษรนำ เช่น เพลา ที่แปลว่าหน้าตัก ภาษาเขมรเขียนเป็น ភ្លៅ โดยตัว ភ คือ ภ และตัว ្ល คือ ล รูปย่อ แต่ถ้าจะเขียน เพลา ที่แปลว่าเวลา ก็จะเขียนเป็น ពេលា (คำเขมรจริง ๆ ของคำว่าเวลาคือ ពេល = เพล) อักษรลาวมีอักษร ໝ สำหรับ หน (ห นำ น), ໜ สำหรับ หม (ห นำ ม) และใช้การเขียนตัวเฟื้องใต้ ห ในกรณีของ ຫຽ (หย), ຫຼ (หล)

วิธีเขียนเหล่านี้มีมาแต่โบราณ ซึ่งอักษรไทยได้ตัดทิ้งไปเมื่อประยุกต์การเขียนพยัญชนะทั้งหมดบนเส้นบรรทัด โดยในสมัยก่อนนั้น อักษรไทยจะไม่ใช้เขียนภาษาบาลี-สันสกฤตกัน เพราะไม่สามารถเขียนรูปพยัญชนะซ้อนในภาษาบาลี-สันสกฤตได้ จึงต้องใช้อักษรขอมบ้าง อักษรธรรมตระกูลมอญบ้างเมื่อจะเขียนภาษาบาลี-สันสกฤต ในทำนองเดียวกับการสลับเขียนภาษาอังกฤษด้วยตัวโรมันในปัจจุบัน จนกระทั่งมีประดิษฐกรรมการใช้พินทุประเพื่อเชื่อมพยัญชนะซ้อน เช่น ธมฺมํ จึงเริ่มเขียนภาษาบาลี-สันสกฤตด้วยอักษรไทยได้

จึงเกิดคำถามอีกแหละ ว่าควรประยุกต์การใช้พินทุกับอักษรนำและอักษรควบกล้ำในภาษาไทยทั่วไป แทนที่จะใช้เฉพาะเวลาเขียนบาลี-สันสกฤตหรือเขียนเสียงอ่านในพจนานุกรมดีหรือไม่? เช่น จะได้เขียน เพฺลารถ เพลาเย็น เคฺลิบเคฺลิ้ม พฺระพฺรหฺมา เตียวเหฺง (ในกรณีที่อ่านว่า "เตียวเง๋") เตียวเหง (ในกรณีที่อ่านว่า "เตียวเฮ๋ง") เสฺน่ห์ เสนา เสฺนาะ เป็นอาทิ ทำให้สามารถอ่านได้โดยไม่กำกวม

เขียน "เอย" เป็น "เอิย"

เวลาเรียนภาษาไทยตอนประถม เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสะดุดกับรูปสระเออที่สะกดด้วยแม่เกย ทำไมแม่อื่น ๆ เขียนแบบมีสระอิ เช่น เบิก, เกิด, เติบ, เพิง, เกิน, เดิม (อาจจะมีบ้างบางคำที่เขียนในรูปพิเศษ คือ เทอญ เทอม ซึ่งเป็นข้อยกเว้น) แต่ทำไมแม่เกยจึงเขียนโดยไม่มีสระอิ เช่น เกย, เขย, เฉยเมย, เงย, เชย, เตย, เนย, เย้ย, เลย ซึ่งเวลาเจอครั้งแรกก่อนครูสอน เราคงอ่านเป็นสระเอมากกว่าจะเป็นสระเออ จนกระทั่งคุ้นชินแล้วนั่นแหละถึงจะอ่านเป็นสระเออ

ข้อนี้เพิ่งจะมาสังเกตจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนอ่านภาษาลาว หลายคนรู้จัก ເບຍລາວ เป็นอย่างดี เขาไม่ได้อ่านว่า เขยลาว แต่อ่านว่า เบียลาว (เบียร์ลาว) เพราะภาษาลาวยังรักษารูปเดิมของสระเอีย คือในภาษาไทยโบราณจะเขียนสระเอียแบบมีตัวสะกดด้วย ย ตัวเดียว เช่น ขยน อ่านว่า "เขียน" ลาวเขียนเป็น ຂຽນ ตัว ย ของลาวจึงยังคงหน้าที่ของสระเอียไว้เหมือนโบราณ และสระเออแม่เกยของลาวจะเขียนเหมือนแม่อื่น ๆ เช่น เคย จะเขียนเป็น ເຄີຍ ซึ่งคนไทยมักจะไปอ่านเป็นสระเอียสลับกัน

เมื่อไปตรวจสอบอักษรเขมร ก็เขียนในทำนองเดียวกับภาษาลาว เช่น រៀន ถอดเป็นอักษรไทยคือ เรยน = เรียน ; កើយ ถอดเป็นอักษรไทยคือ เกีย = เกย ซึ่งถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว น่าจะเป็นภาษาไทยปัจจุบันนั่นแหละที่อุตริอ่าน-เขียนเพี้ยนไปเอง

ก็เลยตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ครับ ว่าทำไมเราจึงไม่เขียนสระเออลดรูปให้เหมือนกันหมดทุกแม่ เช่น เขียนเป็น เกิย, เขิย, เฉิยเมิย, เงิย, เชิย, เติย, เนิย, เยิ้ย, เลิย แล้วจะทำให้เราสามารถเขียนเสียงสระเอที่ใช้แม่เกยสะกดจริง ๆ ได้ด้วย ไม่ต้องเลี่ยงไปเขียนเป็น เมย์ หรือ เลย์ ฯลฯ

ป้ายกำกับ:

hacker emblem