Theppitak's blog

My personal blog.

08 กุมภาพันธ์ 2560

Dell Inspiron 5468 with Debian Power

TL;DR แล็ปท็อปใหม่ของผม Dell Inspiron 5468 ใช้ CPU Intel Core i5-7200U, RAM 4 GB และ SSD 256 GB ติดตั้ง Ubuntu มาพร้อม นำมาติดตั้ง Debian Sid แบบ dual boot ใช้การได้ดี ยกเว้นมีปัญหา Wi-Fi, ไม่ชินกับปุ่ม PgUp/PgDn/Home/End, และเสียงไม่ออกหูฟังโดยอัตโนมัติเมื่อเสียบ

หลังจากที่ใช้แล็ปท็อปเก่ามาได้ร่วม 6 ปี จนเริ่มออกอาการหลายอย่าง เช่น ร้อนจนดับบ่อย เล่นวิดีโอได้ไม่เกิน 5 นาที เรื่อง video call ไม่ต้องพูดถึงเลย และล่าสุดคือปุ่ม power เริ่มรวน เปิดติดบ้างไม่ติดบ้าง ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีแปลก ๆ เช่น ลองถอดแบตแล้วเสียบปลั๊กไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะกดติด ก็คิดว่าคงได้เวลาซื้อแล็ปท็อปใหม่เสียที (ด้วยแรงสนับสนุนของคุณภรรยา)

Spec ที่ต้องการ

  • CPU เพื่องานคอมไพล์โปรแกรมและการเปิดหน้าต่างหลายบานทำงานพร้อมกันเยอะหน่อย ผมจึงคิดว่าผมต้องการ Core i5 หรือ i7 เพื่อประโยชน์จาก Turbo Boost (ลิงก์ที่น่าสนใจ: Best Intel Processor: Core i3, i5, i7 explained)
  • การ์ดจอ ผมไม่ต้องการการ์ดจอที่แรงนัก ได้ Intel on-board ได้ยิ่งดี เพราะไม่ต้องไปวุ่นวายหาไดรเวอร์ที่ไม่โอเพนซอร์ส แต่พบว่าเครื่องรุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะ CPU Core i5, i7 มักจะมาพร้อมการ์ดจอแยก (คงเพื่อให้ประสิทธิภาพกราฟิกส์สมน้ำสมเนื้อกับความแรงของ CPU) การเจาะจง Intel on-board จะจำกัดตัวเลือกลงมากจนหาซื้อไม่ได้เลยจากร้านใกล้บ้าน ถ้าเช่นนั้น AMD ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะทำให้ราคาถูกลง โดยประสิทธิภาพก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก (Test 1, Test 2) และยังเป็นมิตรกับโอเพนซอร์สกว่า NVIDIA อีกด้วย
  • จอภาพ ต้องการจอ 14" เพื่อความสะดวกในการพกพา (15" เทอะทะเกินไป) แต่ไม่เล็กจนเกินไป (11", 13" เนื้อที่ทำงานน้อยเกินไป) ไม่เกี่ยงชนิดของจอ ไม่จำเป็นต้อง IPS
  • OS อาจจะดูแปลกสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ผมจะให้ความสนใจกับแล็ปท็อปรุ่นที่ไม่มีไลเซนส์วินโดวส์เป็นพิเศษ เพราะผมไม่ใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ได้ไลเซนส์มาก็เปลืองเงินเฉย ๆ ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่มาพร้อมลินุกซ์เลย (เช่น Ubuntu) ยิ่งน่าสนใจ เพราะเท่ากับลดความเสี่ยงที่จะใช้กับลินุกซ์ไม่ได้ลงไปเยอะ แต่รุ่นที่ลง DOS มาให้ก็สนใจเป็นอันดับรองลงไปเช่นกัน

สี่อย่างนี้ ผมใช้เป็นตัว screen เบื้องต้น แล้วค่อยไปเช็กอย่างอื่นเป็นรายตัวไป เช่น RAM, ฮาร์ดดิสก์, พอร์ตต่าง ๆ ฯลฯ

Dell Inspiron 5468

ตัดฉับมาตอนที่ผมหิ้วเครื่องออกจากร้าน มันคือ Dell Inspiron 5468 โดยมี spec ดังนี้:

  • CPU: Intel Core i5-7200U (3 MB L3 Cache, 2.50 GHz)
  • Graphic card: AMD Radeon R7 M440 (2 GB DDR3)
  • Display: 14" HD (1366x768) anti-glare
  • Memory: 4 GB DDR4
  • Hard Drive: 256 GB SATA SSD (INTEL SSDSC2KF256H6)
  • OS Bundle: Ubuntu 16.04 LTS

รายละเอียดอื่น ๆ ดูได้จาก Dell แต่ในรุ่นนี้ มี CPU ให้เลือกสองแบบ คือรุ่น Core i5 และรุ่น Core i7 ราคาต่างกันอยู่ 3,000 บาท โดยรุ่น Core i5 นั้น ได้ SSD ขนาด 256 GB ในขณะที่รุ่น Core i7 ได้ HDD ขนาด 1 TB (5400 RPM) ผมเลือกรุ่น Core i5 เพราะ SSD เลยทีเดียว

รายละเอียดอื่น ๆ

  • DVD Writer: HL-DT-ST DVD+-RW GU90N
  • Wi-Fi: Qualcomm Atheros QCA9377 802.11ac
  • Ethernet: Realtek RTL8101/2/6E PCIe Gigabit Ethernet
  • Bluetooth: Qualcomm Atheros (ID 0cf3:e009)
  • SD Card Reader: Realtek RTS5129 (ID 0bda:0129)
  • Webcam: Realtek Integrated Webcam (ID 0bda:5684)

dump ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะซื้อมาใช้กับลินุกซ์ดังนี้ (จัดบรรทัด output เล็กน้อยเพื่อให้อ่านง่าย):

$ lscpu

Architecture:          x86_64
CPU op-mode(s):        32-bit, 64-bit
Byte Order:            Little Endian
CPU(s):                4
On-line CPU(s) list:   0-3
Thread(s) per core:    2
Core(s) per socket:    2
Socket(s):             1
NUMA node(s):          1
Vendor ID:             GenuineIntel
CPU family:            6
Model:                 142
Model name:            Intel(R) Core(TM) i5-7200U CPU @ 2.50GHz
Stepping:              9
CPU MHz:               797.772
CPU max MHz:           3100.0000
CPU min MHz:           400.0000
BogoMIPS:              5424.00
Virtualization:        VT-x
L1d cache:             32K
L1i cache:             32K
L2 cache:              256K
L3 cache:              3072K
NUMA node0 CPU(s):     0-3
Flags:                 fpu vme de pse tsc msr pae mce cx8 apic sep mtrr pge mca
  cmov pat pse36 clflush dts acpi mmx fxsr sse sse2 ss ht tm pbe syscall nx
  pdpe1gb rdtscp lm constant_tsc art arch_perfmon pebs bts rep_good nopl
  xtopology nonstop_tsc aperfmperf eagerfpu pni pclmulqdq dtes64 monitor ds_cpl
  vmx est tm2 ssse3 sdbg fma cx16 xtpr pdcm pcid sse4_1 sse4_2 x2apic movbe
  popcnt tsc_deadline_timer aes xsave avx f16c rdrand lahf_lm abm 3dnowprefetch
  epb intel_pt tpr_shadow vnmi flexpriority ept vpid fsgsbase tsc_adjust bmi1
  avx2 smep bmi2 erms invpcid mpx rdseed adx smap clflushopt xsaveopt xsavec
  xgetbv1 xsaves dtherm ida arat pln pts hwp hwp_notify hwp_act_window hwp_epp

$ lspci

00:00.0 Host bridge: Intel Corporation Device 5904 (rev 02)
00:02.0 VGA compatible controller: Intel Corporation Device 5916 (rev 02)
00:14.0 USB controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP USB 3.0 xHCI
  Controller (rev 21)
00:14.2 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP
  Thermal subsystem (rev 21)
00:15.0 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP Serial
  IO I2C Controller #0 (rev 21)
00:15.1 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP Serial
  IO I2C Controller #1 (rev 21)
00:16.0 Communication controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP CSME HECI
  #1 (rev 21)
00:17.0 SATA controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP SATA Controller
  [AHCI mode] (rev 21)
00:1c.0 PCI bridge: Intel Corporation Device 9d10 (rev f1)
00:1c.4 PCI bridge: Intel Corporation Sunrise Point-LP PCI Express Root Port #5
  (rev f1)
00:1c.5 PCI bridge: Intel Corporation Sunrise Point-LP PCI Express Root Port #6
  (rev f1)
00:1f.0 ISA bridge: Intel Corporation Device 9d58 (rev 21)
00:1f.2 Memory controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP PMC (rev 21)
00:1f.3 Audio device: Intel Corporation Device 9d71 (rev 21)
00:1f.4 SMBus: Intel Corporation Sunrise Point-LP SMBus (rev 21)
01:00.0 Display controller: Advanced Micro Devices, Inc. [AMD/ATI] Topaz XT
  [Radeon R7 M260/M265 / M340/M360 / M440/M445] (rev 83)
02:00.0 Network controller: Qualcomm Atheros QCA9377 802.11ac Wireless Network
  Adapter (rev 31)
03:00.0 Ethernet controller: Realtek Semiconductor Co., Ltd. RTL8101/2/6E PCI
  Express Fast/Gigabit Ethernet controller (rev 07)

$ lsusb

Bus 002 Device 001: ID 1d6b:0003 Linux Foundation 3.0 root hub
Bus 001 Device 007: ID 0cf3:e009 Atheros Communications, Inc. 
Bus 001 Device 005: ID 0bda:0129 Realtek Semiconductor Corp. RTS5129 Card
  Reader Controller
Bus 001 Device 003: ID 0bda:5684 Realtek Semiconductor Corp. 
Bus 001 Device 001: ID 1d6b:0002 Linux Foundation 2.0 root hub

$ lsscsi

[0:0:0:0]    disk    ATA      INTEL SSDSC2KF25 D07N  /dev/sda 
[1:0:0:0]    cd/dvd  HL-DT-ST DVD+-RW GU90N    A1C1  /dev/sr0 

Ubuntu hardware certification ระบุว่า Ubuntu ที่ติดตั้งมาจากโรงงานมีปัญหา hibernate ไม่ได้ และ Bluetooth 4.0 HID ไม่ทำงาน แต่ก็รายงาน wireless adaptor เป็น Intel Wireless 3165 ในขณะที่ในเครื่องจริง ๆ เป็น Qualcomm Atheros QCA9377

เตรียมพาร์ทิชัน

เครื่องมาพร้อมกับ Ubuntu 16.04 LTS ติดตั้งไว้ โดยแบ่งพาร์ทิชันดังนี้:

$ fdisk -l /dev/sda

Disk /dev/sda: 238.5 GiB, 256060514304 bytes, 500118192 sectors
Units: sectors of 1 * 512 = 512 bytes
Sector size (logical/physical): 512 bytes / 512 bytes
I/O size (minimum/optimal): 512 bytes / 512 bytes
Disklabel type: gpt

Device         Start       End   Sectors   Size Type
/dev/sda1       2048   1026047   1024000   500M EFI System
/dev/sda2    1026048   7317503   6291456     3G Microsoft basic data
/dev/sda3    7317504 483756031 476438528 227.2G Linux filesystem
/dev/sda4  483756032 500117503  16361472   7.8G Linux swap

สองพาร์ทิชันแรก (sda1, sda2) ใช้สำหรับ UEFI boot พาร์ทิชันที่สาม (sda3) เป็น Ubuntu 16.04 LTS โดยเมานท์กับ / เพียงจุดเดียว และที่ท้ายดิสก์เป็นพาร์ทิชัน swap 7.8 GB (ประมาณสองเท่าของ RAM 4 GB)

หากจะติดตั้ง Debian โดยลบ sda3 ทิ้งไปเลยก็ย่อมได้ แต่เห็นว่า Ubuntu image ที่ติดตั้งมาจากโรงงานอาจพอมีประโยชน์สำหรับอ้างอิงอาการต่าง ๆ ที่อาจพบในอนาคต ระหว่าง config จากโรงงานกับที่เราติดตั้งเอง และอาจใช้ลอกการบ้านในกรณีที่มีปัญหากับฮาร์ดแวร์ได้ จึงตัดสินใจว่าจะหดพาร์ทิชัน Ubuntu แล้วสร้างพาร์ทิชันใหม่สำหรับ Debian และ /home

วิธีการที่ใช้คือ:

  1. ดาวน์โหลด Debian Installer จากหน้าโครงการ Debian-installer โดยผมเลือก Current daily snapshot สำหรับ amd64
  2. เขียน installer image โดยเสียบ USB flash drive เปล่า แล้วตรวจหา device file ของมันด้วยคำสั่ง dmesg แล้วไล่หาดูอุปกรณ์ล่าสุดใน log ซึ่งในกรณีของผมมันคือ /dev/sdb จากนั้นก็สั่งเขียน:
    # dd if=debian-testing-amd64-netinst.iso of=/dev/sdb
    
  3. เตรียม firmware โดยดาวน์โหลด firmware tarball จาก Debian cdimage มารอไว้เพื่อเขียนลง flash drive โดยจากขั้นตอนที่แล้ว ISO image ที่เขียนลงไปจะทำให้ใน flash drive จะมี 2 partition เกิดขึ้น พาร์ทิชันแรกใช้สำหรับบูต Debian installer และเราจะเขียน firmware ลงในพาร์ทิชันที่สอง โดยอาจจะแตก tarball ทั้งหมดลงไปเลย:
    # mount /dev/sdb2 /mnt
    # tar xzf firmware.tar.gz -C /mnt
    # umount /mnt
    
    หรือเลือกเฉพาะที่ต้องใช้สำหรับเครื่องนี้ คือ firmware-atheros และ firmware-realtek:
    $ tar xzf firmware.tar.gz
    # su
    Password:
    # mount /dev/sdb2 /mnt
    # cp firmware-atheros*.deb firmware-realtek*.deb /mnt
    # umount /mnt
    
  4. บูต Installer โดย disable secure boot เสียก่อน (ผมไม่แน่ใจว่า Debian installer สามารถบูตใน secure mode ได้หรือเปล่า แต่เนื่องจากผมมีเวลาไม่มาก จึงรวบรัดตัดตอน และเครื่อง Dell นี้ก็สามารถปิด secure boot ได้ โดยกด F12 ขณะเปิดเครื่องแล้วเซ็ต boot mode เป็น legacy mode คือ UEFI with secure boot OFF จากนั้นก็เซ็ต boot order ให้บูตจาก USB drive ก่อน internal HDD) เมื่อบูตเข้า Debian installer แล้ว ก็ตอบคำถามไปเรื่อย ๆ จนเสร็จขั้น load installer components แล้วหยุดอยู่แค่นั้น
  5. resize พาร์ทิชัน Ubuntu โดยกด Alt-F2 เพื่อไปที่ console ที่ 2 แล้วกด Enter เพื่อเข้า Busybox shell แล้วเริ่ม resize partition sda3 ตามขั้นตอนที่แนะนำใน หน้านี้ คือ:
    1. check file system
      # fsck /dev/sda3
      
    2. ปิด journal เพื่อเปลี่ยนพาร์ทิชัน ext4 ให้เป็น ext2
      # tune2fs -o ^has_journal /dev/sda3
      
    3. check file system อีกครั้งเพื่อจัดระเบียบบล็อคต่าง ๆ
      # e2fsck -f /dev/sda3
      
    4. resize file system ใน sda3
      # resize2fs /dev/sda3 15G
      
    5. resize ตัวพาร์ทิชัน sda3 ด้วย fdisk
      # fdisk /dev/sda
      
      โดยขั้นตอนที่ต้องทำคือ:
      1. ลบพาร์ทิชัน sda3 ด้วยคำสั่ง d
      2. เพิ่มพาร์ทิชัน sda3 กลับคืนด้วยขนาดใหม่ ด้วยคำสั่ง n
      3. เขียนตารางพาร์ทิชันลงดิสก์ ด้วยคำสั่ง w
      4. ออกจาก fdisk ด้วยคำสั่ง q

จากนี้ ระบบก็พร้อมแล้วสำหรับติดตั้ง Debian GNU/Linux สามารถกด Alt-F5 เพื่อกลับไป console ติดตั้งเพื่อทำงานต่อได้ หรือจะรีบูตเข้า installer อีกรอบเพื่อความแน่ใจก็ตามแต่

Debian GNU/Linux

เพื่อไม่ให้บล็อกนี้ยาวเกินไป ผมขอข้ามรายละเอียดการติดตั้ง Debian เอาเป็นว่า ผมเลือกติดตั้ง Xfce desktop เครื่องนี้จึงเป็นเครื่องที่ปลอด GNOME ยิ่งกว่าเครื่องก่อนที่อาจจะยังมีแพกเกจของ GNOME ตกค้างอยู่บ้างระหว่างย้ายมา Xfce

การใช้งานนับว่ารวดเร็วปรู๊ดปร๊าดกว่าเครื่องก่อนอย่างมโหฬาร SSD ทำให้อ่าน-เขียนดิสก์ได้เร็วแบบลื่นหัวแตก ความรู้สึกเหมือนสมัยใช้ RAM disk บน DOS ยังไงยังงั้น ใช้ aptitude upgrade/install/remove โปรแกรมได้สนุกสนาน ไม่ต้องรอนาน โหลด Firefox พร้อมประวัติและ bookmark ต่าง ๆ ที่ import มาจากเครื่องเก่าเสร็จภายใน 3 วินาที บ้าไปแล้ว! และเครื่องก็แทบไม่ร้อนเลยแม้จะเล่นวิดีโอยาว ๆ ทำให้พัดลมระบายความร้อนแทบไม่ได้ทำงานเลย นาน ๆ จะได้ยินสักครั้ง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ที่เงียบสนิทจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับเครื่องเก่า

ปัญหาที่พบ

ก่อนที่จะลงรายละเอียดที่เป็นความชอบส่วนตัว ผมขอบันทึกปัญหาที่พบเสียก่อน:

  • Wi-Fi หลุดบ่อยเมื่อใช้กับ access point ที่มีการเปลี่ยน bandwidth เป็นระยะ อ่าน syslog แล้ว พบว่ามีข้อความ firmware crash ซึ่งตรงกับรายงานใน Debian #839662 และ LP #1627474 คงต้องติดตามที่ upstream ว่ามีการแก้ไขอะไรอย่างไรบ้าง
  • แป้นพิมพ์วางปุ่ม PgUp/PgDn/Home/End ไว้ในปุ่มเดียวกับปุ่มลูกศร โดยให้กดปุ่ม Fn เพื่อเลือก ซึ่งการกดปุ่มประกอบเพิ่มอีกปุ่มทำให้ไม่สะดวกอย่างมาก
  • เสียงไม่ออกหูฟังโดยอัตโนมัติเมื่อเสียบ เสียงยังคงออกลำโพงของเครื่องตามปกติ ต้องไปเลือกอุปกรณ์เอาต์พุตใน audio mixer แบบ manual เอา (อาการใน Ubuntu หนักกว่า คือนอกจากเสียงจะไม่ออกหูฟังแล้ว ใน sound config ยังไม่มีรายการของหูฟังให้เลือกเลยด้วย)

ส่วนอื่น ๆ เช่น webcam, bluetooth ยังไม่ได้ทดสอบครับ ไว้ถ้ามีโอกาสค่อยว่ากันอีกที

การปรับแต่งซอฟต์แวร์

หัวข้อนี้เป็นการปรับแต่งซอฟต์แวร์สำหรับให้ตัวผมเองในอนาคตอ่าน ในกรณีที่ต้องเซ็ตเครื่องทำงานเครื่องใหม่

นอกจาก Xfce ปกติแล้ว ผมติดตั้งแพกเกจต่อไปนี้ของ GNOME เพิ่มเติม:

  • gucharmap เพื่อใช้ดู/ป้อนอักขระยูนิโค้ด
  • evince สำหรับเปิดเอกสาร PDF แม้ผมจะใช้ MuPDF เป็นหลัก แต่บางครั้งก็ต้องมี Evince ไว้สำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด
  • eog แม้จะซ้ำซ้อนกับ ristretto ของ Xfce เพราะ ristretto ยังไม่สามารถสั่งหมุนภาพ 90 องศาได้ ซึ่งจำเป็นเวลานำเข้ารูปจากกล้องดิจิทัล

รายการปรับแต่งซอฟต์แวร์

  • Console:
    • ตั้งค่าใน /etc/default/keyboard:
      XKBLAYOUT="us,th"
      XKBVARIANT=",tis"
      XKBOPTIONS="grp:alt_shift_toggle,lv3:ralt_switch,terminate:ctrl_alt_bksp,\
      grp_led:scroll,ctrl:nocaps"
      
      ใช้ผังแป้นพิมพ์ มอก. 820-2538 พร้อม level 3 shift และเปลี่ยนปุ่ม CapsLock ให้เป็น Ctrl (ผมเคยอธิบายเหตุผลไว้ใน blog เก่า)
  • Xfce:
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > ปรับละเอียดโปรแกรมจัดการหน้าต่าง:
      • สิ่งอำนวยความสะดวก > ปิดตัวเลือก เรียงหน้าต่างต่อชนโดยอัตโนมัติเมื่อย้ายไปชนขอบหน้าจอ
        ป้องกัน accidental maximization
      • พื้นที่ทำงาน > ปิดตัวเลือก ใช้การกลิ้งลูกกลิ้งเมาส์บนพื้นโต๊ะในการสลับพื้นที่ทำงาน
        ป้องกันความรำคาญจากการกลิ้งลูกกลิ้งเมาส์นอกหน้าต่างโดยบังเอิญ
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > โปรแกรมจัดการหน้าต่าง:
      • โฟกัส > ยกเมื่อคลิก > ปิดตัวเลือก ยกหน้าต่างขึ้นเมื่อคลิกภายในหน้าต่างโปรแกรม
        เป็นความสะดวกส่วนตัว ที่บ่อยครั้งอยากดูเนื้อหาหน้าต่างหนึ่งเต็ม ๆ เพื่อใช้ประกอบการป้อนคำสั่งในอีกหน้าต่างหนึ่งที่เผยเฉพาะบริเวณที่ป้อนก็พอแล้ว ถ้าอยากดูเนื้อหาหน้าต่างที่ป้อนข้อความอยู่แบบเต็ม ๆ เมื่อไร ก็ค่อยไปคลิกที่กรอบหน้าต่างเอา
    • แอพเพล็ต สลับพื้นที่ทำงาน:
      • คุณสมบัติ > รูปปรากฏ > จำนวนแถว = 2
        เพื่อจัดวางพื้นที่ทำงานแบบ 2×2
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > รูปลักษณ์:
      • สไตล์ = Greybird (จากแพกเกจ greybird-gtk-theme)
        เป็น theme ที่ทำให้วิดเจ็ตของ GTK+ 3 ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือน theme มาตรฐาน
  • Vim:
    • install vim เพื่อใช้แทน vim-tiny
    • remove nano (ไม่เคยได้ใช้เลย ในเครื่องก่อน ๆ นั้น ยังประนีประนอมด้วยการเซ็ต vim ให้เป็น default editor แต่ nano ที่เหลือไว้ก็กินเนื้อที่ในระบบเฉย ๆ โดยไม่เคยถูกเรียกใช้เลย)
    • ตั้งค่าใน /etc/vim/vimrc.local:
      " Disable mouse clicks
      set mouse-=a
      
      vim 8 มาพร้อมกับการรองรับ mouse แม้จะทำงานใน text mode ซึ่งทำให้ตำแหน่งเคอร์เซอร์เปลี่ยนเมื่อมีการ copy/paste ข้ามหน้าต่างด้วยเมาส์ หรือแม้แต่การคลิกในหน้าต่างเพื่อโฟกัส และยิ่งสร้างความสับสนยิ่งขึ้นถ้ายังอยู่ใน insert mode ดังนั้น ปิดมันซะ!
      " Force syntax highlight
      syntax on
      
      vim มี default config เปลี่ยนไปมาเรื่อง syntax highlight บางรุ่นก็เปิด บางรุ่นก็ปิด ดังนั้น ตัดปัญหาด้วยการระบุสิ่งที่เราต้องการให้ชัดเสีย
    • ตั้งค่าใน ~/.vimrc:
      set modeline
      
      ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย vim จึงปิดการใช้ modeline ไว้ และไม่แนะนำให้เปิดใช้เมื่อเป็น root แต่ผมใช้ในซอร์สโค้ดเพื่อความสะดวกในการควบคุมสไตล์การร่นย่อหน้า จึงเปิดใช้ในขอบเขตของ user ปกติเท่านั้น ถ้าต้องเปิด text file ที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรใช้ less เปิดดูก่อน

สรุป

โดยรวมแล้ว ผมพอใจกับเครื่องใหม่นี้มาก มันทำให้งานผมเสร็จได้เร็วขึ้น โดยปัจจัยหลักคือ SSD ที่ทำให้ไม่ต้องรอ I/O นาน นอกจากนี้ยังพอใจกับความร้อนที่น้อย การรองรับของลินุกซ์ที่เพียงพอต่อความต้องการ มียกเว้นแค่สองเรื่องที่ค่อนข้างร้ายแรง คือ Wi-Fi ที่หลุดบ่อยเมื่อใช้กับ access point ที่มีการเปลี่ยนแบนด์วิดท์เป็นระยะ (กับ access point บางตัวไม่มีปัญหานี้) และปุ่ม Home/End/PgUp/PgDn ที่ต้องกด Fn ร่วมด้วย (external keyboard ช่วยได้ แต่ก็ต้องฝึกใช้ปุ่มแล็ปท็อปให้เคยชินเพื่อความคล่องตัวในการใช้งานนอกสถานที่ด้วย)

ป้ายกำกับ: , ,

10 ตุลาคม 2559

Crypto Disk Shutdown Problem Workaround (2)

จาก blog ที่แล้ว ที่ได้เขียนถึงการแก้ขัดปัญหา shutdown เครื่อง Debian ที่ใช้ sysvinit ไม่ลง อันเนื่องมาจากการค้างที่ขั้นตอนการปิด crypto disk ด้วยการไปแก้ไฟล์ /lib/cryptsetup/cryptdisks.functions นั้น หลังจากนั้นก็ได้ครุ่นคิดหาวิธีที่เหมาะสมกว่านั้น จนถึงจุดที่คิดว่าน่าจะลองเสนอใน Debian ได้

ปัญหาของการแก้แบบเดิมก็คือ:

  1. ไม่ idempotent เพราะใน do_stop() ไป stop ดีมอน แต่ใน do_start() ไม่ได้สั่ง start ดีมอนใหม่ เพราะสมมุติว่ามันถูก start มาแล้ว และทำแค่หา PID ของดีมอนมาใส่ใน omit file เท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาดีมอนตายได้หากผู้ใช้สั่ง stop, start หรือ restart cryptdisks ขณะที่เครื่องทำงานอยู่ ไม่ใช่ผ่านการ shutdown หรือ reboot ตามปกติ
  2. อาจกระทบผู้ใช้ init ระบบอื่น เพราะฟังก์ชันนี้อาจถูกเรียกใช้จากระบบ init อื่นก็ได้ ทั้งที่ระบบเหล่านั้นอาจไม่ได้มีปัญหานี้ และอาจเกิดผลกระทบไม่พึงประสงค์ได้
  3. ไม่สวยและไม่ปลอดภัย การอ่านค่า PID ด้วย ps, grep, awk ดูเยิ่นเย้อและไม่ปลอดภัย เพราะ awk อยู่ใน /usr/bin ซึ่งเสี่ยงต่อการเรียกในระหว่างการบูตที่อาจจะยังมีแค่ /bin หรือ /sbin ให้ใช้

ปัญหาการกระทบระบบ init อื่น ทำให้มองไปที่การแก้ /etc/init.d/* แทน ซึ่งในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นการแก้ในระดับบนซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ service อื่น ๆ ใช้จัดการกับ sendsigs อยู่แล้ว จึงสรุปว่าน่าจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เบื้องต้นผมจึงไปแก้ที่ /etc/init.d/cryptdisks โดยทำหลังจาก do_start เสร็จแล้ว:

--- /etc/init.d/cryptdisks.orig 2016-10-08 17:14:02.087652932 +0700
+++ /etc/init.d/cryptdisks 2016-10-10 09:42:15.301303974 +0700
@@ -31,9 +31,19 @@
  ;;
 esac
 
+UDEVD_DAEMON="/lib/systemd/systemd-udevd"
+
 case "$1" in
 start)
  do_start
+
+ # Omit udev daemon on halt to allow cryptsetup to do the close
+ UDEVD_PID=$(pidof $UDEVD_DAEMON)
+ if [ ! -z "$UDEVD_PID" ]; then
+  OMITDIR=/run/sendsigs.omit.d
+  mkdir -p $OMITDIR
+  echo $UDEVD_PID > $OMITDIR/systemd-udevd
+ fi
  ;;
 stop)
  do_stop

สังเกตว่าในรอบนี้ผมไม่ได้สั่ง stop ดีมอนหลัง do_stop อีกแล้ว เพราะทำให้เกิดปัญหาไม่ idempotent ดังที่กล่าวไปแล้ว อีกทั้งมันไม่จำเป็นเลย เพราะ service script ของ udev เองก็จะทำหน้าที่ stop ดีมอนนี้ให้อยู่แล้ว สิ่งที่จำเป็นมีแค่ชะลอไม่ให้ดีมอนถูกฆ่าจนถึงตอนนั้นก็พอ

และสังเกตว่าผมไม่ได้ใช้สคริปต์เยิ่นเย้อในการหา PID ของดีมอนอีกแล้ว ในเมื่อสามารถใช้ /bin/pidof ที่สั้นกระชับและปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคาใจอยู่ในขั้นนี้ก็คือ มันควรแก้ที่ udev จะเหมาะสมที่สุดถ้าทำได้ เพราะเป็นเจ้าของดีมอนเอง การแยกตรรกะการละเว้นดีมอนมาไว้ที่ service อื่น ดูไม่สวยเท่าไร

ในรอบที่แล้วผมทำกับ udev ไม่สำเร็จ คาดว่าเป็นเพราะไปแทรกโค้ดที่ลำดับต้น ๆ ตั้งแต่เพิ่งเรียกดีมอนใหม่ ๆ ซึ่ง file system อาจจะยังไม่พร้อม อีกทั้งการเรียกใช้ awk จาก /usr/bin ก็ยังสุ่มเสี่ยงมากในระหว่างบูตอีกด้วย

รอบนี้ผมจึงลองใหม่ให้หายคาใจ โดยไปแทรกโค้ดในลำดับท้ายสุด หลังจาก Waiting for /dev to be fully populated... เสร็จแล้ว:

--- /etc/init.d/udev.orig 2016-10-10 09:40:47.937302585 +0700
+++ /etc/init.d/udev 2016-10-10 09:42:59.701304680 +0700
@@ -203,6 +203,14 @@
     else
  log_action_end_msg 0 'timeout'
     fi
+
+    # Omit systemd-udevd on halt to allow cryptsetup to do the close
+    UDEVD_PID=$(pidof $DAEMON)
+    if [ ! -z "$UDEVD_PID" ]; then
+        OMITDIR=/run/sendsigs.omit.d
+        mkdir -p $OMITDIR
+        echo $UDEVD_PID > $OMITDIR/udev
+    fi
     ;;
 
     stop)

ตรวจความเรียบร้อยแล้วก็ลองรีบูตเครื่องดู... ผ่าน!

ถึงจุดนี้ ก็เลยคิดว่าควรลองเสนอเข้าบั๊ก Debian #791944 ดู (ข้อความ #103) เพื่อให้ผู้ดูแลพิจารณาตามความเหมาะสม

ป้ายกำกับ: ,

07 ตุลาคม 2559

Crypto Disk Shutdown Problem Workaround

เมื่อเช้านี้รีบูตเครื่องหลายรอบมาก กว่าจะได้เริ่มงาน เหตุเพราะถูกบั๊ก Debian #839888 ของ cryptsetup กัด สุดท้ายเลยได้นั่งลงแก้ปัญหา crypto disk ที่ทำให้ shutdown เครื่องไม่ลงมาเป็นปีเสียที

ผมใช้ encrypted file system ในโน้ตบุ๊กเครื่องปัจจุบันมาตั้งแต่เริ่มแรก แต่มาเริ่มมีปัญหาในรอบ Stretch นี้น่าจะเกือบปีแล้ว คือในการ shutdown เครื่องมันจะมาค้างตรงขั้น Stopping remaining crypto disks... แล้วก็ไม่ไปไหน แม้จะลองทิ้งไว้เป็นชั่วโมงก็ตาม สุดท้ายต้องยอมกดปุ่ม power ค้างเพื่อตัดไฟให้เครื่องมันดับ แล้วก็ให้มันมา recover journal ตอนเปิดเครื่องใหม่เอา

ปล่อยให้เป็นอย่างนี้มาเป็นปี เพราะยังไม่มีเวลาไปนั่งแก้ปัญหา ตัว cryptsetup เองก็มีอัปเดตใน Debian มาหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็ได้แต่ภาวนาว่าจะมีการแก้ปัญหานี้ แต่ก็ไม่มี และในเมื่อเครื่องมันยังเปิดใช้งานได้ทุกวัน ผมเลยปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ (ซึ่งไม่ควร)

จนกระทั่งเมื่อเช้ามันบูตไม่ขึ้น! เพราะรุ่น 2:1.7.2-1 มีบั๊กในสคริปต์ที่พิมพ์ผิด ซึ่งเป็นรายงานที่ผมเพิ่งจะได้อ่านหลังจากที่แก้ปัญหาด้วยตัวเองจนบูตเครื่องขึ้นมาต่อเน็ตได้แล้ว และปรากฏว่าแพตช์ที่แก้เองไปก็เหมือนกันกับแพตช์ในรายงานบั๊กเป๊ะ

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาเครื่องค้างตอน shutdown หายไป แต่ไหน ๆ ก็มือเปรอะไปแล้ว เลยนั่งไล่ต่อ จนกระทั่งไปพบคำสนทนาที่สาวไปจนถึงบั๊ก Debian #791944 ซึ่งทำให้รู้ว่าปัญหานี้เกิดเฉพาะกับระบบที่ใช้ sysvinit เท่านั้น ไม่เกิดกับ systemd และในความเห็น #72 Guilhem Moulin ได้พบว่าในขั้นตอนการ shutdown นั้น ดีมอน systemd-udevd ได้ถูก kill ไปก่อนที่จะถึงขั้นปิด crypto disk ทำให้คำสั่ง cryptsetup luksClose "$dst" ค้าง!

พิษ systemd อีกแล้วครับพี่น้อง!

แต่อย่างไรก็ดี ในเมื่อได้เบาะแสอย่างนี้แล้ว ถ้าเราสามารถทำให้ดีมอน systemd-udevd อยู่รอดจากการฆ่าจนถึงขั้นปิด crypto disk ได้ ปัญหาของเราก็จะหมดไป

แน่นอนว่าวิธีที่ถูกหลักการนั้น ต้องไปแก้ที่ระบบ init และสถานะล่าสุดของบั๊กดังกล่าว ก็ได้ reassign ไปให้แพกเกจ initscripts แล้ว แต่เครื่องผมล่ะ? ขอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างรอละกัน

วิธีแก้ขัดของผมคือ ในขั้นตอน sendsigs ของการ shutdown เพื่อ Asking all remaining processes to terminate นั้น เราสามารถละเว้นบางโพรเซสจากการรับ SIGTERM ได้ โดยเพิ่มไฟล์ที่เก็บ PID ไว้ในไดเรกทอรี /run/sendsigs.omit.d/ ตัวอย่างของ service ที่ทำแบบนี้ก็เช่น rsyslog และ wpasupplicant ผมก็จัดการยืมมาใช้กับ cryptdisks เสีย โดยแก้ไฟล์ /lib/cryptsetup/cryptdisks.functions ในฟังก์ชัน do_start() ให้เพิ่ม PID ของ systemd-udevd ไว้ในรายชื่อโพรเซสละเว้น:

--- cryptdisks.functions.orig   2016-10-07 12:11:36.104693329 +0700
+++ cryptdisks.functions        2016-10-07 13:53:10.640533260 +0700
@@ -758,6 +758,11 @@ do_start () {
        done 3<&1
        umount_fs

+       # Omit udev daemon on halt to allow cryptsetup to do the close
+       OMITDIR=/run/sendsigs.omit.d
+       mkdir -p $OMITDIR
+       ps x | grep "systemd-udevd[ ]" | awk '{print $1}' > $OMITDIR/systemd-udevd
+
        log_action_end_msg 0
 }

เท่านี้ก็สามารถ shutdown เครื่องโดยไม่ค้างได้แล้ว (บางคนอาจเสนอให้ไปทำใน /etc/init.d/udev ไปเลย แต่ผมลองแล้ว มันทำให้ udev ไม่ start ตอนเปิดเครื่องเลยครับ บางที file system อาจยังไม่พร้อมในขั้นนั้นกระมัง?)

และเพื่อความแน่ใจ ผมจัดการ stop ดีมอนหลังจากที่ปิด crypto disk แล้วอีกชั้นหนึ่งด้วย ในฟังก์ชัน do_stop():

@@ -780,7 +785,11 @@ do_stop () {
                done 3<&1
        done

-       log_action_end_msg 0
+       # Kill udevd as we postponed it
+       OMITDIR=/run/sendsigs.omit.d
+       start-stop-daemon --stop -p $OMITDIR/systemd-udevd --user root --quiet --oknodo --retry 5
+
+       log_action_end_msg $?
 }

 # Convenience function to handle $VERBOSE

หมดไปครึ่งวัน แต่ตัดรำคาญเวลาเปิด-ปิดหรือรีบูตเครื่องไปได้เยอะเลยครับ และยังลดความเสี่ยงที่ file system จะเสียหายลงด้วย

ป้ายกำกับ: ,

11 กุมภาพันธ์ 2553

A Linux Migration Case

บันทึกปัญหาที่ได้รับรายงานจากโรงเรียนแห่งหนึ่งที่เปลี่ยนมาใช้ลินุกซ์ (Ubuntu) ทั้งโรงเรียน โดยครูฝ่ายคอมพิวเตอร์ร่วมผลักดัน หลังได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องแรงเฉื่อยจากสิ่งแวดล้อมเดิม

  • เล่นวีซีดีไม่ได้ อันนี้ต้องถือว่าลินุกซ์ตายน้ำตื้น พอใส่ VCD ที่เป็นสื่อการสอนเข้าไป GNOME จะขึ้นกล่องโต้ตอบมาถามหาโปรแกรมที่จะเปิด โดยค่าปกติจะเป็น Totem (GStreamer) ซึ่งเล่น VCD ไม่ได้ และครูส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจไปว่าลินุกซ์เล่นวีซีดีไม่ได้ ก็ต้องควักโน้ตบุ๊กที่มีวินโดวส์มาเล่นแทน ทิ้งเครื่องลินุกซ์ปิดไว้
  • ระบบส่งเกรดใช้ฟอร์แมตปิด เพิ่งทราบมาว่า สำนักงานเขตการศึกษา บังคับให้ส่งเกรดของนักเรียนในรูปแบบเฉพาะของโปรแกรมซึ่งพัฒนาขึ้นเองบนวินโดวส์ ทำให้โรงเรียนยังต้องซื้อไลเซนส์วินโดวส์เพื่อใช้ส่งเกรด
  • ปัญหาการทำการบ้านของนักเรียน ที่โรงเรียนสอนใช้โปรแกรมบนลินุกซ์ แต่เครื่องที่บ้านของนักเรียนหลายคนยังเป็นวินโดวส์อยู่ และไม่สะดวกจะติดตั้งลินุกซ์ หรือแม้แต่โปรแกรมโอเพนซอร์สบนวินโดวส์ เนื่องจากเป็นเครื่องของผู้ปกครองที่ต้องใช้ทำงานอยู่ ดังนั้น นักเรียนจะคอยถามครู ว่าถ้าจะทำงานแต่ละอย่างที่ครูสั่งโดยใช้วินโดวส์ จะต้องใช้โปรแกรมอะไร (กลับกันกับคำถามของคนที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ลินุกซ์)

ปัญหาเรื่องวีซีดี แก้ได้ด้วยการแนะนำให้รู้จักกับ VLC, MPlayer หรือ Xine แต่ถ้า GStreamer รองรับ VCD เสียที ปัญหานี้ก็จะง่ายลงเยอะ

ปัญหาเรื่องการทำการบ้านของนักเรียน อาจใช้วิธีแจก Live CD ให้ไปบูตใช้ที่บ้าน จะได้ไม่รบกวนผู้ปกครอง (และอาจชวนผู้ปกครองให้ลองใช้ด้วย)

แต่ปัญหาเรื่องระบบส่งเกรดนี่สิ.. ปัญหาระดับชาติเชียวแหละ ต้องอาศัยการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น เช่น ผ่านเว็บ หรือใช้สเปรดชีตแทนก็ยังดี แต่คงทำโดยโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งโดยลำพังไม่ไหว

ป้ายกำกับ: , , , ,

27 สิงหาคม 2550

Sound Card Workaround

ต่อไปนี้ มีเกร็ดอะไรที่เกี่ยวกับ GNOME ผมคงพยายามโพสต์ที่ GNOME ไทย แทน (คุณ wd เริ่มไปบ้างแล้ว) อย่างเรื่อง แก้ขัดปัญหาการ์ดเสียง Intel ICH7 เสียงไม่ออก แบบไม่ต้อง update ALSA driver ซึ่งผมเจอโดยบังเอิญและใช้มาพักหนึ่งแล้ว ใครมีข้อมูลลึกกว่านั้นไหมครับ? โพสต์ตอบที่นู่นได้เลย

ป้ายกำกับ: , ,

03 สิงหาคม 2550

PowerTop, Epiphany-WebKit, New Extinction Theory

ตามข่าวสารตามสภาพสังขารจะอำนวย

  • การประหยัดพลังงาน กำลังกลายเป็น trend ใหม่ของนักพัฒนาโอเพนซอร์ส สังเกต patch ใน GNOME และ Debian จะเห็นหลายรายการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน (เช่น ลดความถี่ของการ poll ที่ไม่จำเป็น หรือลดการกะพริบของเคอร์เซอร์) จนกระทั่ง Intel ออก powertop สำหรับตรวจหาโปรแกรมที่กินพลังงานสูงสุด อ่านจาก known issues แล้ว มีรายการลดได้เยอะเลย ลองลง powertop ผ่าน apt มาเช็กเครื่องตัวเองดู.. ดูเหมือนพวก mozilla นี่แหละจะกินพลังงานสูงสุด ไม่ต้องถึงกับต้องให้ google ใช้พื้นดำ หรอก พวกเว็บต่าง ๆ ที่ชอบใส่ animation น่ะ เอาออกจะช่วยโลกประหยัดพลังงานได้เยอะกว่าเสียอีก
  • Epiphany จะมี WebKit backend แล้ว นอกเหนือจาก Gecko ที่ใช้อยู่ กลายเป็นตัวเลือกที่อาจจะเบากว่าเดิม ว้าว!
  • ข่าว /. บอก มี ทฤษฎีใหม่ ที่อธิบายการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ และการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลกในยุคก่อนหน้านั้น เพราะจังหวะเวลาการเกิด ไปพ้องกับจังหวะการเคลื่อนขึ้นลงของสุริยจักรวาลจากระนาบของแกแล็กซีทางช้างเผือก โดยตรงกับจุดที่เคลื่อนไปสูงสุด ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจไปโดนรังสีคอสมิกจากแกแล็กซีข้างเคียงที่สามารถทะลวงผิวโลกไปทำลาย DNA ของสิ่งมีชีวิตได้ถึงระดับใต้ดิน หรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรง เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมาก นอกเหนือจากทฤษฎีดาวหางชนโลก หรือทฤษฎีโกลาหล (chaos)

จบข่าว.. อยากเขียนลง blognone อยู่นะ แต่ตาไม่ค่อยสู้เลย ไม่อาจเรียบเรียงเป็นเรื่องเป็นราว

ป้ายกำกับ: , ,

01 กุมภาพันธ์ 2550

Scheduled Video Broadcast

ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกนะ ว่าอะไรหลายๆ อย่างที่เซ็ตไว้ที่โรงเรียน จะได้ใช้งานจริงหรือเปล่า แม้แต่เว็บโรงเรียนที่เคยทำไว้ ก็มีหลายส่วนที่สุดท้ายก็ไม่มีใครแตะต้องเลย (สาเหตุหลักคือการต่อต้านไอทีของครูเก่า) แต่ไหนๆ ก็ได้ลงแรงเซ็ตไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ขอให้เกิดประโยชน์บ้าง ด้วยการบันทึกเป็นประสบการณ์เก็บไว้

งานอีกชิ้นหนึ่งที่เซ็ตไว้ในช่วงเดือนมกราที่ผ่านมา ก็คือระบบสถานีกระจายภาพ โดยจะเล่นวีดิทัศน์ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ออกทางจอทีวีที่มีแผนจะติดตั้งไว้ที่จุดต่างๆ ของโรงเรียน

ทีแรก ก็นึกถึง solution แบบ video streaming ไว้ก่อนเลย เพราะจะสามารถใช้ LAN ของโรงเรียนกระจายสัญญาณไปที่จุดต่างๆ ได้เลย แต่ด้วยข้อกำหนดที่ต้องการแสดงสื่ออย่างอื่นนอกจากวีดิทัศน์ได้ด้วย เช่น slide show จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นระบบเล่นออกจอเดียว แล้วใช้วิธีพ่วงสายทีวีเอา

ซึ่งก็ปรากฏว่าง่ายลงเยอะ โดยปัญหาถูกลดลงเหลือแค่การตั้งเวลาเล่นสื่อเท่านั้น ทำให้สามารถใช้โปรแกรมได้หลากหลายขึ้น จากเดิมที่คิดว่าคง VLC แน่ๆ ก็สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Totem หรือ xine ได้ (Mplayer นั้น ยังไม่เคยใช้) แต่ปรากฏว่าไม่มีเวลาพอจะสำรวจความสามารถเรื่องการตั้งเวลาของ xine ได้แค่สำรวจ vlc และ totem เท่านั้น

vlc นั้น มี VLM ที่สามารถกำหนด schedule ได้ จึงสามารถตั้งโปรแกรมสถานีได้ ว่าจะเล่นอะไรเวลาไหน แต่ข้อจำกัดคือ ยังขาดความยืดหยุ่นในการควบคุมหากต้องการภาพออกจออย่างต่อเนื่อง โดยไม่เผยให้เห็นเดสก์ท็อปข้างหลัง เพราะเท่าที่ดูคำสั่งแล้ว ปัญหาใหญ่คือ VLM ไม่สามารถแทรกการควบคุมหลังจากเล่นสื่อที่เล่นรอบเดียวจบแล้วได้ และไม่สามารถปิดสื่อที่เล่นแบบ repeat ได้ด้วย เพราะเมื่อปิดแล้วก็จะเริ่มเล่นใหม่เสมอ หากจะทำได้ ก็แค่สั่ง pause หรือ play เท่านั้น

ผลก็คือ ถ้าจะโปรแกรมให้มีสื่อคั่นเวลาในช่วงต่อระหว่างโปรแกรม (เพื่อไม่ให้เผยเดสก์ท็อปข้างหลัง) จะทำได้ยาก เพราะจะให้ pause สื่อคั่นเวลาที่ repeat แล้วเล่นสื่อตามโปรแกรมรอบเดียว จบแล้ว play สื่อคั่นเวลาต่อ ก็ทำไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการเหลื่อมของโปรแกรม โดยหากถึงเวลาเล่นสื่อตามกำหนด แล้วยังมีสื่ออื่นเล่นอยู่ vlc ก็จะไม่ยอมเล่นสื่อตามกำหนดนั้นเสียเฉยๆ โดยมีข้อความ debug บอกว่า resource ไม่ว่าง

อาจมีวิธีปรับแต่งได้มากกว่านี้ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด จึงไม่สามารถสำรวจมากกว่านี้ได้ และเมื่อมาดู totem กลับพบวิธีควบคุมที่ง่ายกว่า

แทนที่จะใช้ telnet interface เหมือน vlc (ซึ่งความจริงคงสะดวกสำหรับการใช้งานในเครือข่าย) totem สามารถควบคุมผ่าน command line ได้ โดยสามารถสั่ง replace สื่อที่กำลังเล่นในหน้าต่างเดิมได้เลย โดยใช้ตัวเลือก --replace filename|URI (ใส่หลายสื่อได้)

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของ totem คือ ถ้าเล่นสื่อที่ไม่มีภาพ ก็จะแสดงภาพพื้นหลังคงไว้ เป็นรูปโลโก้ของ totem ซึ่งสามารถ hack ให้เป็นรูปอื่นได้ จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเล่นเพลงคั่นรายการได้โดยไม่เผยเดสก์ท็อปด้านหลัง

ส่วนเรื่องการตั้งเวลาเล่น totem ยังไม่มีความสามารถนี้เหมือน vlc แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถตั้ง crontab สั่ง replace play list ของ totem ตามกำหนดเวลาได้

หมดเวลาสำรวจ.. ยังไม่ได้ดูตัวอื่นต่อเลย ก็คงลงเอยที่ totem นี่แหละ เมื่อตั้งให้เปิด totem แบบ fullscren โดยอัตโนมัติในแบบ kiosk แล้ว ก็แค่รอ cron สั่งเล่น play list ตามกำหนดเวลาเท่านั้นเอง ข้อเสียเปรียบหลักๆ ของ totem สำหรับงานนี้ ก็คงอยู่ที่เรื่อง format ที่เล่นได้ ยังไม่หลากหลายเท่า vlc แต่ก็พยายามถูไถ ด้วยการแปลง format ได้

คำถามที่อาจเกิดขึ้นคือ แล้วจะใช้ crontab ควบคุม vlc แบบที่ควบคุม totem ไม่ได้หรือ? คำตอบคือ vlc เผยเดสก์ท็อปด้านหลังง่ายเกินไป พอเล่นสื่อที่ไม่มีภาพ ก็จะหดหน้าต่างปิดส่วนแสดงภาพไปเลย หรือถ้าเล่นวีดิทัศน์จบแล้ว ก็หดหน้าต่างลงทันทีเหมือนกัน เมื่อเทียบกับวิธี replace play list ของ totem แล้ว ดู totem จะควบคุมได้ตามความต้องการมากกว่า

ป้ายกำกับ: , , , ,

31 มกราคม 2550

Lockdown Kiosk

เรื่องถัดมาของการเซ็ตลินุกซ์ที่โรงเรียน คือการเซ็ตเครื่อง touchscreen ให้เป็น kiosk นำเสนอข้อมูลโรงเรียน หลังจากคิดถึง solution หลายๆ แบบ ประกอบกับข้อจำกัดเรื่องเวลาที่มี ก็เลยตกลงว่าจะใช้ S5 ที่เคยใช้ present ที่ BTD2 นี่แหละ นำเสนอเนื้อหาผ่านเว็บเบราว์เซอร์แบบ fullscreen โดยเซ็ตอัพ epiphany แบบ lockdown ซึ่งก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่กำหนด gconf key สองแห่ง คือ

  • /apps/epiphany/lockdown/fullscreen = true
  • /apps/epiphany/general/show_toolbars = false

คีย์แรก เป็นการบังคับให้ epiphany แสดงเป็น fullscreen เสมอ ซึ่งโดยปกติ จะคงเหลือ toolbar แสดงไว้ด้านบนอยู่ ก็จัดการซ่อนเสียด้วยคีย์ที่สอง

จากนั้น ก็เซ็ต gdm ให้ auto login และ timeout login เข้ามายังผู้ใช้ที่ใช้นำเสนอนี้ โดยกำหนดให้โปรแกรมในวาระของผู้ใช้ที่ว่า ไปเรียก personal session ของ epiphany เสีย (/usr/bin/epiphany -p) ซึ่งการเรียก personal session แทน session ปกติ จะทำให้ epiphany ไม่พยายาม recover session เดิมถ้าครั้งที่แล้วถูกปิดแบบผิดปกติ ซึ่งการ recover ดังกล่าว จะมีกล่องโต้ตอบมาถามก่อน ซึ่งไม่เนียนสำหรับ kiosk

ก็เป็นอันว่า เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา ก็จะ login อัตโนมัติ และเปิด epiphany แบบเต็มจอ ที่เหลือก็แค่เซ็ตหน้า home page ให้ชี้ไปหา slide ของเรา ก็จบ

นอกจากนี้ อาจจะเซ็ต lockdown อื่นๆ ไว้ เผื่อกรณีที่ epiphany พัง แล้วเผยให้เห็นเดสก์ท็อปข้างหลัง ก็ต้องไม่ให้ผู้ชมที่ซุกซนไปเรียกโปรแกรมอื่นมาเล่นได้ ซึ่งเครื่องมืออย่าง pessulus หรือ sabayon จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากทีเดียว

ส่วนเนื้อหา ก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการนำเสนอนิดหน่อย:

  • สิ่งที่เราไม่ต้องการ คือเมื่อคลิกเมาส์ (หรือแตะหน้าจอ touchscreen) เราไม่ต้องการให้เปิด slide หน้าถัดไปโดยอัตโนมัติ แต่ต้องการให้ผู้ชมแตะที่ปุ่มที่กำหนดเท่านั้น ก็เข้าไป hack javascript ของ S5 นิดหน่อย ให้ข้าม event นั้นไปเสีย รวมทั้งปิด navigator ด้วย
  • แก้ไข stylesheet เพื่อให้วาด hyperlink ด้วยปุ่มกด และใช้เป็นช่องทางหลักในการเปลี่ยนหน้า

ตัวเลือกอื่นๆ ที่นึกถึง คือใช้ Impress (หรือกระทั่ง PowerPoint) แต่ปัญหาคือ ไม่รู้วิธีบังคับให้แสดง fullscreen แบบ lockdown (ooimpress -show presentation นั้นได้อยู่ แต่ไม่รู้วิธีให้ไม่เข้า edit mode —แอบเห็นแว้บๆ ว่า evince ใน GNOME 2.18 จะอ่าน Impress ได้ อาจเป็นคำตอบในอนาคต) รวมทั้งการปรับไม่ให้แสดงหน้าถัดไปเมื่อคลิกเมาส์ อีกทางเลือกหนึ่งคือโปรแกรมประเภท Authorware แต่ดูจะกินเวลาเตรียมการมากเกินไป เรื่องการเขียนโปรแกรมแบบ visual ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ด้วยเวลาอันจำกัด บวกกับการคำนึงถึงความสะดวกในการเพิ่มข้อมูล ใช้แบบที่ว่ามาข้างบนนี่ ดูจะกินเวลาน้อยที่สุดแล้วละ และแน่นอนว่า Iceweasel ก็คง lockdown ได้ในลักษณะเดียวกัน

ป้ายกำกับ: , ,

29 มกราคม 2550

Touchscreen for Linux

ผิดแผนแทบทุกอย่างสำหรับเดือนนี้ นี่ถ้าได้เขียน New Year Resolution ไป คงแห้วตั้งแต่ต้นปี

แต่ก็ใช่จะเลวร้ายอะไรมาก งานของโรงเรียนที่รับมา ก็ทำให้ได้ประสบการณ์การเซ็ตลินุกซ์ในอีกแบบหนึ่ง แต่ในช่วงระหว่างนั้น ก็แว้บเข้ากรุงเทพฯ ไปพบ debian developer มา พร้อมกับไปเซ็ตเครื่อง LTN ใหม่พร้อมกับอ๊อทและเด่นสินด้วย

ทยอยบันทึกทีละเรื่องดีกว่า.. เรื่องแรกคือการเซ็ต touchscreen บนลินุกซ์ จอภาพที่ใช้ คือ Acer AL1716 ซึ่งจะมี USB port สำหรับสัญญาณ touchscreen พอเสียบปุ๊บ kernel จะรายงานชนิดอุปกรณ์ว่า

input: eGalax Inc. USB TouchController as /class/input/input0
usbcore: registered new driver usbtouchscreen

แล้วพอ start X server ก็จะมี input จาก touch screen เข้ามาทาง /dev/input/mice ทันที แต่ปัญหาก็คือ พิกัดตำแหน่งจะเพี้ยน ซึ่งเราคงอาศัย event ดิบๆ แบบนี้ไม่ได้ ต้องลงไดรเวอร์เพิ่ม

จากการค้นเว็บ พบไดรเวอร์สำหรับ eGalax touchscreen อยู่สองชุด คือ touchkit และ evtouch ซึ่งพออ่าน mini-howto เขาบอกว่า touchkit ค่อนข้างจะไม่เวิร์ก เลยลอง evtouch ตามเขาก่อน ซึ่งก็ปรากฏว่าใช้การได้ ตกลงเลยไม่ได้ลอง touchkit

ลองหาใน debian ก่อน.. มีไดรเวอร์สำหรับ touchscreen หลายตัวใน debian (เช่น xserver-xorg-input-{elo2300,elographics,magictouch,microtouch,mutouch,palmax}) แต่ evtouch นั้น มีคน ITP ไว้ แต่ดูเหมือนจะยัง ขาด sponsor เลยตกลงดาวน์โหลดซอร์สมาคอมไพล์เอา

ระบบ build เป็น GNU autotools อยู่แล้ว เลยง่าย build เสร็จ ก็ติดตั้ง evtouch_drv.so ลงที่ /usr/lib/xorg/modules/input/ แล้วไปแก้ /etc/X11/xorg.conf โดยเพิ่ม Section "InputDevice" ประมาณนี้:

Section "InputDevice"
    Identifier    "Touchscreen"
    Driver        "evtouch"
    Option        "Device"    "/dev/input/event0"
    Option        "MinX"    "124"
    Option        "MinY"    "81"
    Option        "MaxX"    "1909"
    Option        "MaxY"    "1965"
EndSection

พร้อมกับเพิ่มบรรทัดนี้ใน Section "ServerLayout" ด้วย:

    InputDevice    "Touchscreen" "CorePointer"

ในส่วน Section "InputDevice" นั้น ตรงชื่ออุปกรณ์ "/dev/input/event0" สามารถดูรายละเอียดอุปกรณ์ต่างๆ ได้ที่ /proc/bus/input/devices ส่วนค่า MinX, MinY, MaxX, MaxY นั้น ต้อง calibrate เอา ซึ่งใน README ในซอร์สบอกว่าโปรแกรม calibrate ไม่ได้ทดสอบ และใน Makefile.am ก็ comment ไว้ แต่ด้วยความดันทุรัง ก็ uncomment แล้ว automake ซะ จากนั้นก็ configure และคอมไพล์ใหม่อีกครั้ง จะได้โปรแกรม ev_calibrate ออกมา

อ่านวิธี calibrate ได้จาก README.calibrate ในซอร์ส ขั้นตอนคร่าวๆ ก็คือ

  1. ใส่ Option "Calibrate" "1" ใน /etc/X11/xorg.conf ตรง section ของ evtouch ข้างบน (อาจจะ comment MinX, MinY, MaxX, MaxY ออกก่อน)
  2. stop X server ทั้งหมด ถ้าเปิดอยู่
  3. เรียก ./calibrate.sh
  4. ใช้ stylus ไล่ลากตามขอบจอ เพื่อหาค่า MinX, MinY, MaxX, MaxY เมื่อคิดว่าได้ค่าแล้ว กด Enter
  5. รูปกากบาทที่ตำแหน่งต่างๆ บนจอ จะมีรูปหนึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดง ให้แตะที่กากบาทนั้นตามลำดับจนครบ
  6. โปรแกรมจะปิดและเขียนค่าต่างๆ ลงในแฟ้ม out.txt ซึ่งสามารถเอาไปใช้ใน /etc/X11/xorg.conf ได้เลย
  7. ลบ Option "Calibrate" "1" ออกจาก /etc/X11/xorg.conf แล้ว restart X

ปัญหาที่พบและวิธีแก้:

  • พิกัด X สลับกับ Y เหมือนกับจอมันหมุนไป -> ใช้ Option "Rotate" "CW" (สำหรับหมุนจอตามเข็มนาฬิกา หรือ "CCW" สำหรับการหมุนทวนเข็มนาฬิกา)
  • แตะแล้ว event มันเบิ้ล ทำให้ได้ double click แทนตลอด -> ตัด mouse InputDevice ออกจาก Section "ServerLayout" เพราทำให้ะเกิด event สองทาง ทั้งจาก /dev/input/eventX และ /dev/input/mice
  • reboot แล้ว ใช้ touchscreen ไม่ได้ เนื่องจาก /dev/input/eventX เปลี่ยนไปเป็นค่าอื่น ขึ้นอยู่กับลำดับการทำงานขณะบูต -> ใช้ /dev/input/by-path/* แทน ซึ่ง device ตรงนั้น จะแทนอุปกรณ์โดยตรง โดยเป็น symlink ไปยัง /dev/input/eventX ที่ตรงกัน
  • อื่นๆ -> ดู Advanced Configuration ได้จาก เว็บของ evtouch แล้วปรับละเอียดเอา

/me ลุ้นให้ evtouch ได้ debian sponsor เร็วๆ ^_^

ป้ายกำกับ: , ,

hacker emblem