Beijing 2008
ก่อนจะเขียนเรื่องพม่าต่อ คั่นด้วยเรื่องพิธีเปิดโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 (วิดีโอ) เสียหน่อย
การแสดงในพิธีเปิด นอกจากเทคนิคตระการตา คนแสดงมหาศาลแล้ว เรื่องเนื้อหาก็ทำได้เยี่ยมไม่แพ้กัน คือดึงเอา "กึ๋น" ของอารยธรรมจีนออกมาอวดได้อย่างน่าดู กลมกลืนกับโลกสมัยใหม่
เริ่มจากเรื่อง สี่ประดิษฐ์ ที่คนจีนช่วยบุกเบิกอารยธรรมของโลก คือ กระดาษ การพิมพ์ เข็มทิศ และดินปืน ทั้งสี่อย่างนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จีน ก่อนจะแพร่หลายเข้าสู่วัฒนธรรมตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม และเทคโนโลยีการเดินเรือของจีน ซึ่งล้ำหน้าอารยธรรมตะวันตกในขณะนั้นไปหลายช่วงตัว
สิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ คือ เข็มทิศ โดยในยุคเริ่มแรกใช้ในการสงครามในรูปของ รถชี้ทิศใต้ มีบันทึกตำนานว่าตั้งแต่สมัยหวงตี้ (อึ่งตี่ - พระเจ้าเหลือง) ปฐมกษัตริย์จีน ก็มีการใช้รถชี้ทิศในการสงคราม และในสมัยฮั่นตะวันออก จางเหิงได้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ก่อนจะหายสาบสูญเมื่อเกิดจลาจลสามก๊ก แต่บันทึกประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการประดิษฐ์รถชี้ทิศใต้ คือการประดิษฐ์ของ หม่าจวิน วิศวกรแห่งแคว้นเว่ยในยุคสามก๊ก ตามบัญชาของเว่ยหมิงตี้ (โจยอย) หลังจากมีบัณฑิตสองคนโต้เถียงกันเรื่องความเป็นไปได้ของรถชี้ทิศ ซึ่งหม่าจวินทำได้สำเร็จ แต่รถชี้ทิศของหม่าจวินไม่ได้ใช้แม่เหล็กในการชี้ทิศ แต่ใช้ระบบ differential gear มาชดเชยการหมุนตัวของรถ ทำให้เข็มชี้ไปในทิศทางเดิมตลอด แต่ต่อมาก็พบความคลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากความเป็นกลไก และในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ นักวิทยาศาสตร์ จู่ชงจือ จึงได้ปรับปรุงรถชี้ทิศให้ชี้ทิศอย่างแม่นยำกว่าเดิมมาก แม้จะหมุนไปมาสักกี่ทิศก็ตาม
ส่วนเรื่องการใช้แม่เหล็กนั้น มีการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในเอกสารของจีนในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราช เกี่ยวกับหินแม่เหล็กที่ดูดเหล็ก และมีเอกสารในสมัยราชวงศ์ฮั่นโดย หวังชง เกี่ยวกับแม่เหล็กและการสร้างเข็มทิศในรูปของช้อนที่ด้ามชี้ไปทางทิศใต้เสมอ และเอกสารในราชวงศ์ซ่งกล่าวถึง "ปลาที่หันไปทางใต้" โดยเป็นเข็มทิศแบบลอยน้ำ
แต่เข็มทิศ เมื่อนำมาใช้กับการเดินทางทางบก ก็ไม่ได้มีประโยชน์สูงเท่ากับเมื่อนำมาใช้ทางน้ำ มีบันทึกในสมัยราชวงศ์ซ่งเป็นอย่างช้า เกี่ยวกับการใช้เข็มทิศเดินเรือของจีน โดย จู่อู บันทึกไว้ว่า นักเดินเรือรู้ภูมิศาสตร์ เวลากลางคืนจะดูดาว เวลากลางวันดูดวงอาทิตย์ แต่ตอนที่มืดและเต็มไปด้วยเมฆหมอก ก็จะดูเข็มทิศแทน
ดินปืน นั้น ไม่พบประวัติว่าใครเป็นผู้ค้นพบ แต่สันนิษฐานว่าคงเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ ดินปืนมีประวัติผูกพันกับประทัดและเทศกาลปีใหม่ของจีน โดยมีตำนานว่า ในสมัยโบราณมีตัวประหลาดบนภูเขา เรียกว่า ซานเซียว ลงมาขโมยของกินชาวบ้าน และทำให้เกิดความเจ็บป่วย และชาวบ้านก็พบโดยบังเอิญว่าซานเซียวกลัวไฟและเสียงดัง เมื่อมีกระบอกไม้ไผ่ในกองไฟระเบิดขึ้น จึงได้เป็นวิธีขับไล่ซานเซียวด้วยการจุดระเบิดไม้ไผ่ แล้วต่อมาก็อัดดินปืนให้ระเบิดง่ายเข้า กลายเป็นที่มาของประทัด โดยการจุดประทัดไล่ซานเซียวประจำปีก็กลายมาเป็นเทศกาลปีใหม่ของชาวจีน
ส่วน กระดาษ เป็นที่ยอมรับกันว่า ไช่หลุน ขันทีในสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้คิดวิธีทำกระดาษโดยอาศัยเศษผ้าและเยื่อไม้เป็นครั้งแรก แต่ก็มีการพบหลักฐานเร็ว ๆ นี้ที่บ่งชี้ว่าจีนมีการใช้กระดาษก่อนหน้าการประดิษฐ์ของไช่หลุนแล้วถึง 100 ปี
ก่อนที่จะมีกระดาษนั้น ชาวจีนเขียนหนังสือลงบนกระดูกหรือไม้ไผ่ที่ผูกติดกันเป็นแพ ซึ่งมีน้ำหนักและกินเนื้อที่มาก และก็มีบางกรณีที่เขียนลงบนผ้าไหม ซึ่งแพงเกินไป การประดิษฐ์กระดาษ ทำให้เกิดการปฏิวัติการเขียนของจีน รวมทั้งเกิดศิลปะจากกระดาษในรูปต่าง ๆ เช่น การห่อสิ่งของ การพับกระดาษ
ส่วน การพิมพ์ นั้น ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์สุย โดยใช้การแกะไม้เป็นแม่พิมพ์ เป็นการปฏิวัติการทำเอกสารครั้งสำคัญ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง ปี้เซิง ราษฎรคนหนึ่งได้คิดวิธีพิมพ์แบบเรียงพิมพ์ โดยแกะดินเหนียวเป็นตัวอักษรเป็นตัว ๆ นำไปเผาไฟให้แข็ง จากนั้นก็เตรียมแผ่นเหล็กที่มีกรอบสี่ด้าน ทายางสนและผงถ่าน เมื่อจะพิมพ์ก็เอาอักษรไปเรียง แล้วลนไฟให้ยางสนละลาย จากนั้นใช้กระดานแผ่นเรียบกดแม่พิมพ์ลงไป ทำให้ตัวพิมพ์ทุกตัวเรียบเสมอกัน ได้เป็นแท่นพิมพ์ พอพิมพ์เสร็จจะเลิกใช้ ก็เอาไปลนไฟอีกครั้งให้ยางสนละลาย เอามือลูบตัวพิมพ์ก็หลุดออกง่ายดาย ซึ่งการใช้ดินเหนียวดีกว่าใช้ไม้ตรงที่ได้ความแข็งของตัวพิมพ์สม่ำเสมอกว่า ไม่มีปัญหาการบวมของไม้ และไม่ติดกับยางสนแน่นจนแกะลำบากเหมือนเนื้อไม้
สี่ประดิษฐ์นี้ เป็นสิ่งที่คนจีนคัดสรรแล้ว ว่าเป็น contribution ที่สำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์โลก ยังไม่นับรวมสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายของจีนที่แพร่หลายสู่โลกตะวันตก เช่น เครื่องกระเบื้อง ลูกคิด หลักปรัชญาเต๋าและขงจื๊อ หรือกระทั่งกำลังทหารของเจงกิสข่าน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หยวนของจีน ซึ่งเป็นชาวมองโกล
ถ้าจะนับ "กึ๋น" ของจีนให้หมด ก็ยังมีเรื่องที่อาจจะไม่ได้แพร่หลายไปถึง เช่น เรื่องคณิตศาสตร์จีนโบราณ ที่มีความก้าวหน้ากว่าตะวันตกในสมัยเดียวกัน (จัตุรัสกล, สามเหลี่ยมปาสคาล, การคำนวณค่า pi ฯลฯ) หรือจะเป็นความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ การตรวจวัดแผ่นดินไหว ฯลฯ รวมถึงเรื่องที่ยังเป็นที่ถกเถียง ว่าชาวตะวันตกได้รับการถ่ายทอดจากชาวจีนหรือไม่ คือเรื่องแผนที่โลกและเทคโนโลยีการเดินเรือระยะไกล ซึ่งกองเรือของ เจิ้งเหอ เคยใช้ในการเดินทางทั่วโลกมาแล้ว (blog เก่า เคยเขียนถึง)
สิ่งเหล่านี้ จีนสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก โดยรูปแบบที่ไม่เชย ไม่น่าเบื่อ เพราะได้มืออาชีพอย่างจางอี้โหมว และความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย แต่ที่สำคัญคือ เนื้อหาภูมิปัญญาในประวัติศาสตร์ของเขา มีอัดแน่นอย่างเหลือเฟือ ชนิดที่หาชาติใดเทียบติดได้ยาก
ทำให้อดคิดไม่ได้ ว่าถ้าอินเดียได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกบ้าง เขาจะถ่ายทอดเรื่องอะไรออกมาบ้าง
แล้วก็อดคิดไม่ได้เช่นกัน ว่าไทยเรามีกึ๋นอะไรบ้างหนอ..




